กสทช. เตือนไทยเสี่ยงถูกคุกคามอธิปไตยทางการสื่อสาร-แพลตฟอร์มต่างชาติ เร่งสร้างเกราะป้องกัน
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการ “ความมั่นคงของชาติในโลกผันผวน: เศรษฐกิจ สังคม และภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ซึ่งจัดโดยหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ว่า ปัจจุบันนอกจากภัยไซเบอร์ในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวนมากแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยยังเผชิญ “ภัยเงียบ” ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น คือภัยคุกคามด้าน “อธิปไตยทางการสื่อสาร” (Communication Sovereignty) ซึ่งหมายถึงอำนาจของรัฐและประชาชนในการควบคุม กำกับดูแล และปกป้องระบบสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ไม่ให้ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากภายนอก
“ในอดีตการปกป้องอธิปไตยหมายถึงการรักษาเขตแดนทางบก ทางน้ำ และน่านฟ้า แต่ในปัจจุบัน ประเทศต้องปกป้องเขตแดนบนโลกไซเบอร์ควบคู่กันไป เพราะระบบสื่อสารและข้อมูลกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง” พล.อ.ท. ธนพันธุ์

ทั้งนี้ กสทช.มองว่า อธิปไตยทางการสื่อสารครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่
1. อธิปไตยทางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Sovereignty) – ควบคุมระบบโครงข่าย: มีอำนาจดูแลสายเคเบิลใต้น้ำ สถานีฐาน ระบบดาวเทียม และระบบคลาวด์หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) ภายในประเทศ – ลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: ป้องกันการถูกตัดสัญญาณหรือปิดกั้นระบบ หากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติทั้งหมดจะยิ่งมีความเสี่ยงสูง
2. อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) – คุ้มครองข้อมูลในชาติ: จัดเก็บข้อมูลพฤติกรรม ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลความมั่นคงภายใต้กฎหมาย ของตนเอง เช่น Sovereign Cloud – ลดการพึ่งพาต่างประเทศ: ป้องกันการสูญเสียอำนาจในการควบคุมและใช้ประโยชน์จาก Big Data ของคนไทยที่เกือบ 100% อยู่บนเซิร์ฟเวอร์บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Tech Giants) ข้ามชาติ
3. อธิปไตยทางกฎหมายและการกำกับดูแล (Regulatory Sovereignty) – อำนาจบังคับใช้กฎหมาย: รัฐสามารถกำหนดกฎและหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลระบบและแพลตฟอร์ม ที่กระทำความผิดได้ – ทลายข้อจำกัดเชิงอำนาจ: ก้าวข้ามข้ออ้าง “กฎหมายเอื้อมไม่ถึง” หรือการไม่ยอมให้มีการกำกับ OTT หรือแพลตฟอร์ม เพื่อจัดการข่าวปลอม (Fake News) และเนื้อหาผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
4. อธิปไตยทางวัฒนธรรมและเนื้อหา (Content & Cultural Sovereignty) – อิสรภาพทางความคิด: ประชาชนรับรู้ข่าวสารได้อย่างถูกต้องโดยไม่ถูกครอบงำด้วยอัลกอริทึม (Algorithm) ที่ใช้ AI ของแพลตฟอร์มต่างชาติ – ป้องกันการครอบงำ: ลดความเสี ่ยงจากการถูกป้อนข้อมูลเพื่อล้างสมอง เปลี่ยนแปลงค่านิยม หรือสร้างความแตกแยกทางการเมือง ผ่านการดำเนินงานที่แยบยลของแพลตฟอร์มในปัจจุบัน
ดังนั้น อธิปไตยทางการสื่อสาร จึงหมายถึง การที่ประเทศไม่ได้เป็นเพียง “ผู้เช่าระบบหรือผู้บริโภค” ที่ต้องยอมจำนนต่อกฎของบริษัทยักษ์ใหญ่ หากแต่ต้องมีอำนาจในการปกป้องและกำหนดทิศทางดิจิทัลด้วยตนเอง เพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง
พล.อ.ท. ธนพันธุ์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มขยายบทบาทจากการเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ไปสู่การให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำเชื่อมต่อถึงผู้ใช้งานโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกำกับดูแลของรัฐในอนาคต
“วันนี้ความเปราะบางไม่ได้หมายถึงอินเทอร์เน็ตช้าหรือสัญญาณไม่ดี แต่หมายถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติจนขาดอำนาจต่อรองและอำนาจกำกับดูแล หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ประเทศอาจสูญเสียอธิปไตยทางการสื่อสารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” พล.อ.ท. ธนพันธุ์ กล่าว

พล.อ.ท. ธนพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กสทช. ยังเสนอแนวทางสร้างเกราะป้องกันประเทศใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มของไทยเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ 2. การกำหนดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มและ OTT อย่างเหมาะสมเพื่อคุ้มครองประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน และ 3. การสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น ประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ
“ในอดีต ใครควบคุมระบบพลังงานและไฟฟ้า คนนั้นย่อมมีอำนาจขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในปัจจุบัน ผู้ที่ควบคุมระบบสื่อสารและข้อมูล คือผู้ที่สามารถส่งอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนความคิดและพฤติกรรมของผู้คนได้ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเกราะป้องกันเพื่อลดความเปราะบางด้านนี้ และรักษาความมั่นคงของประเทศในระยะยาว” พล.อ.ท. ธนพันธุ์ กล่าว

