หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.ค้าปลีกไทย ...

ส.ค้าปลีกไทย ชงรัฐปลดล็อก ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ขยายสิทธิ์ร้านค้าทุกขนาด

12.06.26 | 14:15 น.
ส.ค้าปลีกไทย

ส.ค้าปลีกไทย ชงรัฐปลดล็อก ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ขยายสิทธิ์ร้านค้าทุกขนาด หวังพยุงธุรกิจ-การจ้างงาน

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) ซึ่งจัดทำร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. พบว่า ผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (กรกฎาคม-กันยายน 2569) จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็ก

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น พบว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจทำให้กำลังซื้อกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านค้าและร้านอาหารขนาดกลาง ตลอดจนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ขอเสนอให้ภาครัฐพิจารณาออกมาตรการเสริมเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ หรือพิจารณาขยายสิทธิ์ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในเฟสถัดไป เพื่อช่วยรักษาการจ้างงาน เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจและสนับสนุนให้กำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม อย่างครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย
ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกในเดือนพฤษภาคมปรับลดลงต่อเนื่องในทุกองค์ประกอบ สะท้อนกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอและแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง แต่ผลสำรวจแนวโน้มในช่วง 3 เดือนข้างหน้ากลับมาสูงกว่าระดับ 50 จุดอีกครั้ง เนื่องจากผู้ประกอบการคาดหวังว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยประคองกำลังซื้อและบรรเทาค่าครองชีพได้ในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการยังมีความกังวลว่าหลังสิ้นสุดโครงการ กำลังซื้ออาจกลับมาชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนดำเนินธุรกิจยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายธุรกิจเตรียมทยอยปรับราคาสินค้าในหลายหมวด โดยคาดว่าปรับขึ้นไม่เกิน 5% สะท้อนภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต (Cost-Push Inflation) ที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่อำนาจซื้อของประชาชนลดลง

Advertisement

นายณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสะท้อนจากโครงการดังกล่าวพบว่า ผู้บริโภคหันไปใช้สิทธิ์ผ่านร้านค้ารายย่อยและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเป็นหลัก ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารในระบบภาษี ซึ่งมียอดขายลดลงราว 30-50%

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการค้าปลีกและร้านอาหารที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้อง ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทาน แต่ปัจจุบันต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่มีต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นประมาณ 15-20% ขณะที่ยอดขายกลับลดลง เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์โครงการ

นายณัฐ กล่าวว่า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงเสนอให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไขโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในระยะถัดไป ภายใต้แนวคิด “ขยาย-สร้าง-รักษา” ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การขยายสิทธิ์ให้ร้านค้าทุกขนาด รวมถึงผู้ประกอบการในระบบภาษีสามารถเข้าร่วมโครงการได้ การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง และการรักษาสมดุลการจ้างงานในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

นายณัฐ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากรัฐบาลขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ครอบคลุมผู้ประกอบการในระบบภาษีมากขึ้น จะช่วยประคองทั้งธุรกิจฐานรากและธุรกิจที่เป็นกลไกสำคัญด้านรายได้ภาษีของประเทศ ให้สามารถก้าวผ่านภาวะเศรษฐกิจซบเซาไปพร้อมกันได้

“สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ควรคู่กับการร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐ กล่าว