หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ มอ...

นักวิชาการ มอง ปัญหาสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่ถึงขั้นสงคราม แนะรัฐลดพึ่งมาตรการระยะสั้นกระตุ้นศก

14.06.26 | 12:54 น.

นักวิชาการ มอง ปัญหาสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่ถึงขั้นสงคราม แนะรัฐลดพึ่งมาตรการระยะสั้นกระตุ้นศก

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่า มีแนวโน้มจะเป็นเพียงการเผชิญหน้าเพื่อต่อรองผลประโยชน์มากกว่าการทำสงครามเต็มรูปแบบ เนื่องจากอิหร่านมีความพร้อมในการตอบโต้ที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของสหรัฐฯ เอง

นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ตนประเมินว่า ในระยะสั้นนี้ คาดว่าราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวและพัฒนาการทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 1-2 เดือน จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศต่างๆ จะต้องนำปริมาณน้ำมันสำรองออกมาใช้ และเมื่อระดับสำรองลดลงก็จำเป็นต้องกลับเข้าสู่ตลาดเพื่อจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม

“หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 2 เดือน หลายประเทศจะต้องเร่งซื้อน้ำมันเพื่อเติมคลังสำรอง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในการจัดหาพลังงาน และทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้ โดยไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองน้อยกว่าหลายประเทศ เช่น จีนและญี่ปุ่น จึงอาจได้รับผลกระทบมากกว่า” นายสมภพกล่าว

นายสมภพ ระบุว่า ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีความไม่แน่นอน แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการกดดันทางการค้าต่อจีนอย่างต่อเนื่อง และ เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้เผชิญความเสี่ยงจากราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

Advertisement

นายสมภพ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือการจับตาการเมืองสหรัฐฯ ที่มองว่าจะตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก ตนวิเคราะห์ว่า หากทรัมป์ไม่สามารถแก้ปัญหาอิหร่านและปัญหาเงินเฟ้อ (ที่สูงกว่า 4%) ได้ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า โอกาสที่จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมมีสูงมาก ซึ่งจะทำให้ทรัมป์กลายเป็น “เป็ดง่อย” ในช่วง 2 ปีสุดท้าย และเสี่ยงต่อการถูกกระบวนการถอดถอน หากพรรคเดโมแครตกลับมาสามารถคุมเสียงในสภาได้ ทั้งนี้ ตนยังคงเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านจะไม่บานปลาย เพราะทั้งสองฝ่ายต้องการผลประโยชน์สูงสุดจากการเจรจาต่อรอง มากกว่าการทำสงครามจนเสียหายกันทั้งสองฝ่าย

นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับการบริหารเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ตนยอมว่าเป็นห่วงกับการที่จะมุ่งใช้หรือพึ่งแต่นโยบายประชานิยม เพราะ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ยกตัวอย่าง ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจากที่เคยมีเศรษฐกิจดีมาตลอด 40 ปี กลับต้องสะดุดจากการใช้นโยบายประชานิยมจนเกินตัว จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยควรศึกษาและนำมาปรับใช้

นายสมภพ กล่าวว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ค่อนข้างมั่นคงในปัจจุบัน ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เริ่มจาก 1. เพิ่มขีดความสามารถ (Productivity) ไม่ควรมุ่งเน้นแต่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น เช่น โครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แต่ต้องเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation), การใช้ AI และนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนอย่างยั่งยืน 2.หาแนวคิดแผนงานใหม่ๆในการพัฒนาประเทศ ต้องก้าวข้ามวิธีการเดิมๆ ที่เริ่มไม่ได้ผลและเพิ่มประสิทธิภาพทางการแข่งขันในระยะยาว

“นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมาตรการประชานิยมสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม สิ่งสำคัญคือต้องมองไปถึงปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว รวมถึงการคิดค้นแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ใช่อาศัยมาตรการเดิมเพียงไม่กี่รูปแบบ” นายสมภพ กล่าว