เอกชน ห่วงครึ่งปีหลังสินค้าราคาพุ่งแรง จี้รบ.เตรียมมาตรการรับมือ
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในต้นปี 2569 ยังสามารถขับเคลื่อนได้จากภาคการส่งออกเป็นหลัก ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความขัดแย้งของสงครามตะวันออกกลาง จนเกิดเป็นวิกฤตพลังงาน จากที่สภาพัฒน์ได้ออกมาแถลงข่าวช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไทยขยายตัวสูงถึง 17-18% อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวอยู่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ขณะที่ภาคเกษตรขยายตัวเพียง 1% และสินค้าเกษตรแปรรูปยังหดตัว ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงาน 0.9% ถือว่ายังอยู่ในระดับไม่สูงมาก หากภาคการส่งออกช่วงครึ่งปีหลังยังคงสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ก็จะยังช่วยรักษาระดับการจ้างงานไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทยน่ากังวลในครึ่งปีหลัง 2569 คือสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ทั้งของครัวเรือนและธุรกิจ และเกิดเป็นเศรษฐกิจแบบ K-Shape ไม่สมดุล ทำให้บางอุตสาหกรรมอิงการส่งออกจะดี แต่บางอุตสาหกรรมจะแย่หนักยังมีปัญหาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้า เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนด้านพลังงานถูกผลักเข้าสู่ภาคการผลิต แม้ไตรมาสแรกผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง แต่หากยังคงแบกรับต้นทุนต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถการดำเนินธุรกิจ จึงทำให้ต้นทุนสูงขึ้นจากราคาน้ำมันสูงขึ้น จะเริ่มส่งผลต่อราคาสินค้าครึ่งปีหลัง และต้นทุนเพิ่มขึ้นก็ยังส่งผลให้รายได้สุทธิ (Net Income) ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจลดลง ทำให้อำนาจซื้อของประชาชนหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายธนิต กล่าวว่า ครึ่งปีหลังอาจเกิดภาวะซบเซาของธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมในประเทศ มีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 3 ของปี2569 แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเข้ามาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่โครงการดังกล่าวมีเวลาดำเนินการเพียง 4 เดือนจะสิ้นสุดลงในช่วงไตรมาส 4 ของปี ดังนั้นหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อและส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าอยู่ในระดับสูง รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณามาตรการอื่นเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือประชาชนรับมือกับปัญหาค่าครองชีพ หากรัฐบาลมีแนวคิดจะดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องหว่านแห่ แต่ควรมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง เนื่องจากเมื่ออำนาจซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและประชาชนลดการใช้จ่ายลง อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์สงครามจะคลี่คลายในอนาคต แต่สิ่งน่ากังวลไม่แพ้กันคือราคาสินค้าปรับตัวขึ้นแล้วอาจไม่ลดลงอีก กลายเป็นภาวะปกติใหม่ (New Normal) ของระบบเศรษฐกิจ เป็นปัญหาแก้ไขยาก เพราะแม้ราคาสินค้าและค่าครองชีพจะสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้น ราคาของแพงห่วงขึ้นแล้วไม่ลง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเห็นว่าไม่ค่อยลดลง แต่รายได้ของคนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม อันนี้เป็นเรื่องแก้ยาก



