หน้าแรก เศรษฐกิจ คลัง อัพเดตล่...

คลัง อัพเดตล่าสุด คนใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ 46.13 ล้านบาท ย้ำกดได้ถึง 3 ทุ่ม ทุกวัน

15.06.26 | 17:14 น.

เอกนิติ เผย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ ประเดิมวันแรกยอดทะลุ 46 ล้านบาท พร้อมชูเอไอนกกระซิบ ติดปีกให้ร้านค้า

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) รวมถึงร่วมแนะนำการใช้แชทบอทปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (AI) “นกกระซิบ” บนแอพพลิเคชั่นถุงเงินที่พัฒนาโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ง่าย สามารถช่วยให้เจ้าของรู้จักร้านค้าของตนได้ในเชิงลึก

นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยพยุงรายได้ของร้านค้ารายย่อยในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพยังคงเป็นความกังวลของประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น การเริ่มใช้จ่ายผ่าน Food Delivery Platform จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ และช่วยให้เม็ดเงินไปถึงร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากประโยชน์โดยตรงแล้ว ผลพลอยได้สำคัญที่จะเกิดกับร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการคือ การเรียนรู้การขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การเรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์ และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน อีกทั้ง “นกกระซิบ” ยังเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยให้ร้านค้าสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ในการดูข้อมูลยอดขาย วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ดูราคาวัตถุดิบ วางแผนธุรกิจ และขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ มีข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า การเข้าร่วมให้บริการ Food Delivery Platform ในอดีตช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงและทดลองสั่งอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าขนาดเล็กรายใหม่มากขึ้น สะท้อนจากสถิติร้านค้าที่มีรายได้เติบโตได้จากการขยายฐานลูกค้ารายใหม่ โดยร้านค้ามีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 176% และจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 167% อีกทั้ง ผลลัพธ์ยังมีความยั่งยืนต่อเนื่องหลังจบโครงการ ดังนั้น นอกจากการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนแล้ว ร้านค้าจำนวนมากยังได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพของตนเองไปพร้อมกัน

รมว.คลังเผยว่า กิจกรรมประชาสัมพันธ์วันนี้ ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้รายงานผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรี โดยผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เผยความสำเร็จของแชทบอทปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (AI) “นกกระซิบ” ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าเข้าใช้งานแล้วกว่า 4 แสนครั้ง ขณะที่ผู้แทนจาก Food Delivery Platform ต่างรายงานผลการเติบโตที่ต่อเนื่องแม้โครงการคนละครึ่งพลัส จะสิ้นสุดลงแล้ว ได้แก่ Grab ซึ่งพบว่าร้านค้า 75% ยังคงมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง Lineman ที่ร้านค้ามีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยถึง 2 เท่า Robinhood ที่ร้านค้ากว่า 85% มียอดขายขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ ShopeeFood ที่มียอดสั่งซื้อและยอดขายเติบโตต่อเนื่องถึง 2 เท่าเช่นเดียวกัน

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) รมว.คลังชี้ว่า เป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และยังช่วยให้ร้านค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น มีทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้น และสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI เพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเองได้อันจะเป็นผลลัพธ์และผลพลอยได้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อีกทั้ง ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น และขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อก้าวผ่านวิกฤตด้านพลังงานไปด้วยกัน

Advertisement

นายเอกนิติกล่าวว่า ทั้งนี้ ประชาชนผู้ได้รับสิทธิร่วมใช้จ่ายกับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่าน Food Delivery Platform ทั้ง 4 ราย ได้ในระหว่างเวลา 06.00-21.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยในการใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องเข้าใช้สิทธิผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตังก่อนเพื่อเชื่อมโยงไปยัง Food Delivery Platform ที่ต้องการต่อไป สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และประสงค์จะผูกร้านกับ Food Delivery Platform สามารถดำเนินการได้บนแอปพลิเคชั่นถุงเงิน ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น.

นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ล่าสุด ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้วกว่า 24.98 ล้านราย ใช้จ่ายกับร้านค้า 1,001,525 ร้านค้า และมียอดใช้จ่ายสะสมรวม 30,918.44 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนของประชาชนจำนวน 13,020.20 ล้านบาทและส่วนที่รัฐร่วมจ่าย 17,898.24 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นส่วนของการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery Platform ซึ่งเริ่มวันนี้เป็นวันแรก 46.13 ล้านบาท