พิพัฒน์ เร่งยกระดับสุวรรณภูมิ ตั้งเป้าดันไทยสู่ ‘ฮับการบินโลก’ ภายใน ปี 2572
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)
นายพิพัฒน์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ บวท. และ ทอท. ว่า ตนได้เน้นย้ำการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เชื่อมโยงทุกระบบขนส่งของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมการเดินทางอากาศของประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด ในอัตราชะลอตัว คาดว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ จำนวน 920,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ ร้อยละ 1.6 กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอย่างต่อเนื่อง บวท. ได้ให้บริการจราจรทางอากาศ รองรับการใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีวิธีปฏิบัติรองรับอากาศยานให้สามารถขึ้นและลงทางวิ่งคู่ขนานได้อย่างอิสระ ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาจัดหาและติดตั้งระบบช่วยการเดินอากาศ ILS ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดติดตั้งระบบ และเปิดใช้งานในปี 2570
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน สนามบินสุวรรณภูมิ รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 60 ล้านคนต่อปี แต่หากสามารถเป็นฮับการบินได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2572 มีแผนเพิ่มศักยภาพเป็นกว่า 73 ล้านคนต่อปี ขณะที่เมื่อรวมสนามบินสุวรรณภูมิสนามบินดอนเมือง จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 120 ล้านคนต่อปี
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำเรื่องการใช้ประโยชน์จากทางวิ่งเส้นที่ 3 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน ลดความแออัด ลดความล่าช้า และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่สายการบินและผู้โดยสาร ซึ่งการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทอท. และ บวท. จึงเป็น 2 หน่วยงานหลัก ที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงระหว่างการบริหารจัดการภาคพื้นและการบริหารจัดการห้วงอากาศ ให้ระบบการบินของประเทศมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า บวท. อยู่ระหว่างดำเนินการด้าน “โครงสร้างพื้นฐานระบบการให้บริการการเดินอากาศ การออกแบบห้วงอากาศและเส้นทางบิน” เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับปริมาณเที่ยวบิน อีกทั้งมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ เข้ามาใช้งาน คือ ระบบ Follow The Green และระบบ Digital Tower นอกจากนี้ ได้เร่งรัดการดำเนินโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในกลุ่ม Quick-win 2 ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารน่านฟ้าเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ World-class Aviation Hub ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ต้องบูรณาการ อย่างใกล้ชิดของหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการให้บริการการเดินอากาศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต มีการบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกหน่วยงานเป็นฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนสอดประสานกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในระยะยาว
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. มีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยปัจจุบัน บวท.ให้บริการจราจรทางอากาศอย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศที่ทันสมัย ที่เรียกว่าระบบ Thailand Modernization CNS/ATM Systems หรือ TMCS โดยมีแผนจะปรับปรุงระบบ TMCS และระบบสำรองฉุกเฉิน พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย มุ่งพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการ ด้านบุคลากร ด้านระบบเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ
ทั้งนี้ บวท. จะมีการนำระบบ Approach Spacing Tool (AST) เข้าใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจราจรทางอากาศแก่อากาศยานขาเข้าในการจัดระยะต่อ (Separation) ของอากาศยานเพื่อเข้าสู่แนวร่อนของทางวิ่งคู่ขนาน อีกทั้งได้มีการหารือร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศแสดงผลบนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศเพื่อช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศในการจัดการเส้นทางบินเพื่อหลบหลีกสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดทางการบิน
น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 คาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้าก่อนลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศรองรับการขยายตัวของธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของประเทศในอนาคต




