หน้าแรก เศรษฐกิจ โชห่วยยาสูบ ค...

โชห่วยยาสูบ ค้าน แนวคิดกำหนดผู้ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด ชี้ใช้ไม่ได้จริง เสี่ยงดันบุหรี่เถื่อนโต

15.06.26 | 20:25 น.

โชห่วยยาสูบ โวยแนวคิดกำหนดผู้ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด ชี้บังคับใช้ไม่ได้จริง เสี่ยงดันบุหรี่เถื่อนโต สร้างภาระร้านค้ารายย่อยกว่า 4 แสนทั่วประเทศ

สมาคมการค้ายาสูบไทย ค้านแนวคิด “ห้ามประชาชนที่เกิดหลังปีที่กำหนดซื้อบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์นิโคตินตลอดชีวิต” ตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของมาตรการในการลดคนสูบบุหรี่ เสี่ยงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หวั่นปัญหาบุหรี่เถื่อนขยายตัวอย่างรุนแรงและสร้างภาระเพิ่มให้ร้านค้าปลีกกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ จี้รัฐแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ได้ก่อน ที่จะออกมาตรการใหม่มาซ้ำเติมสถานการณ์ทำให้กระทบหนักขึ้นแทบรับไม่ไหว

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย แสดงความกังวลต่อกระแสข่าวในช่วงวันงดสูบบุหรี่โลกที่ผ่านมา หลังนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังศึกษาแนวทางผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation ในประเทศไทย “การกำหนดปีเกิดเพื่อห้ามซื้อบุหรี่ไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่หรือแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขได้”

ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่ให้เยาวชนที่มีความเข้มงวดอยู่แล้ว แต่ปัญหาหลักคือ การแพร่ระบาดของบุหรี่เถื่อน ซึ่งยังคงเข้าถึงได้ง่ายและแพร่หลาย โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลเฉพาะกับร้านค้าที่ถูกกฎหมายเท่านั้น เมื่อผู้ที่ต้องการสูบบุหรี่ไม่สามารถซื้อจากร้านค้าที่ถูกต้องได้ ก็มีแนวโน้มหันไปพึ่งพาช่องทางผิดกฎหมายที่เข้าถึงง่ายกว่า ราคาถูกกว่า และไม่มีการตรวจสอบอายุผู้ซื้ออยู่แล้ว หากเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมตลาดผิดกฎหมายให้เติบโตมากขึ้น ทั้งที่ปัญหานี้ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลการสำรวจตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายพบว่า สัดส่วนบุหรี่เถื่อนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 6% ในปี 2560 เป็น 28% ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดผิดกฎหมายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่บุหรี่เถื่อนสามารถหาซื้อได้ง่ายทั้งในชุมชน และการขายผ่านออนไลน์ที่เติบโตเร็ว กลายเป็น “ตลาดมืดดิจิทัล” ผู้ขายใช้กลยุทธ์ใหม่ เช่น แฮชแท็กและกลุ่มปิดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

Advertisement

นางสาวธัญญศรัณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ร้านค้าปลีกทั่วประเทศยังกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะสร้างภาระในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ปัจจุบันร้านค้าให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจสอบอายุผู้ซื้อเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำ 20 ปีอยู่แล้ว แต่หากมีการกำหนดสิทธิการซื้อจากปีเกิด ร้านค้าอาจต้องตรวจสอบบัตรประชาชนของลูกค้าทุกครั้ง แม้จะเป็นลูกค้าประจำหรือผู้สูงอายุก็ตาม ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริงเพราะมีความยุ่งยาก เสียเวลาและลูกค้าอาจไม่ให้ความร่วมมือ

“สธ. ออกมาตรการแบบนี้ออกมาเท่ากับเป็นการผลักภาระให้ร้านค้าเป็นผู้รับผิดชอบ คำถามคือจะให้ร้านค้าตรวจสอบอย่างไร ต้องขอดูบัตรประชาชนทุกครั้งหรือไม่ และอาจต้องคำนึงถึง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การเปิดเผยชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชนอาจถูกละเมิดสิทธิโดยเจ้าของไม่อนุญาต และหากต้องตรวจสอบอย่างละเอียด จะต้องมีเครื่องอ่านบัตรประชาชนหรือเครื่องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ร้านค้ารายย่อยต้องลงทุนเพิ่มอีกหรือเปล่า”

สมาคมการค้ายาสูบไทย จึงเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข ชะลอการผลักดันนโยบายดังกล่าวออกไปก่อน และให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปราบปรามบุหรี่เถื่อนและการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งสังคม ร้านค้า และรายได้ของประเทศที่หายไปประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี

จากการเติบโตของบุหรี่เถื่อน “มาตรการเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อทั้งผู้สูบบุหรี่และร้านค้าบุหรี่ที่ถูกกฎหมายอย่างแน่นอน จึงควรต้องมีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อน อย่าเพิ่งผลีผลามออกกฎหมายมา และในระหว่างที่กำลังรอรับฟังความคิดเห็นก็ควรจะหาทางแก้ไขปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ได้อย่างเด็ดขาดด้วยการ ตัดวงจรการขายออนไลน์ทาง “โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม” ปิดกั้นการมองเห็นคอนเทนต์ รวมถึงตรวจสอบพัสดุที่มีการส่งบุหรี่ผิดกฎหมาย และขยายผลการปราบปรามไปยังเครือข่ายกลุ่มนายทุน ผู้บงการอยู่เบื้องหลังให้สิ้นซาก”