‘DIW Go GREEN’ จากมาตรการสิ่งแวดล้อม…สู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

17.06.26 | 10:43 น.

‘DIW Go GREEN’ จากมาตรการสิ่งแวดล้อม…สู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

ในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้กลายเป็น “กติกาใหม่” ของการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้า ขณะที่ผู้บริโภค นักลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระดับสากล ต่างต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) หรือ DIW เปิดเผยว่า ปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนโฉมภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก จากอดีตที่การแข่งขันวัดกันด้วยต้นทุนการผลิตและกำลังการผลิต ไปสู่ยุคใหม่ที่วัดกันด้วย “ความสามารถในการผลิตอย่างยั่งยืน” ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ได้มากกว่า ขณะที่ประเทศที่ไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาโลกใหม่ อาจต้องเผชิญข้อจำกัดทางการค้าและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความท้าทาย แต่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยังเล็งเห็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาคการผลิตสู่ฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต กับภารกิจยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI)” ภายใต้บริบทนี้ GI จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

นายพรยศกล่าวต่อว่า กรอ.จึงได้เร่งขับเคลื่อน “DIW Go GREEN” เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนอย่างสมดุล ภายใต้โรดแมป “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านนโยบาย MIND 4 มิติ ได้แก่ ความสำเร็จทางธุรกิจ (Business Success) ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม (Social Well-being) ความลงตัวกับกติกาสากล (Global Compliance) และการกระจายรายได้สู่ชุมชนที่ตั้ง (Income Distribution)

Advertisement

โดยแนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “อุตสาหกรรมสีเขียว” ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดมลพิษหรือการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การจัดการของเสียตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การสร้างห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) ไปจนถึงการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนและสังคม

“ในอดีต การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมอาจถูกมองว่าเป็น ‘ต้นทุน’ หรือเป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการผลิตไทยต้องปรับมุมคิด เปลี่ยนมุมมอง ในการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็น ‘การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์’ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนพลังงาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก” นายพรยศกล่าว

ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมไทยตื่นตัว มีการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โรงงานจำนวนมากเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

สถานประกอบการมีการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในกระบวนการผลิตและการจัดการพลังงาน เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ระบบควบคุมการใช้พลังงานอัตโนมัติ หรือการใช้ AI วิเคราะห์ประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน ยังมีการนำพลังงานความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงทดแทนจากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิด Circular Economy ซึ่งช่วยลดทั้งต้นทุนด้านพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

กรอ.จึงมุ่งมั่นขยายแนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียวออกไปสู่ห่วงโซ่อุปทานและชุมชนรอบข้าง โดยส่งเสริมให้คู่ค้าของภาคการผลิตเข้าสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว การพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) รวมถึงดำเนินกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น โครงการธนาคารขยะ การสร้างอาชีพจากวัสดุเหลือใช้ การสนับสนุนผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับพื้นที่

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า Green Industry ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “โรงงาน” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเชื่อมโยงไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ชุมชน ไปจนถึงภาคบริการและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ จากการที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายมุ่งสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ.2593 ซึ่งภาคอุตสาหกรรมถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว กรอ.ได้เร่งยกระดับหลักเกณฑ์อุตสาหกรรมสีเขียวให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยมุ่งเน้น “ผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้จริง” มากกว่าการมีเพียงแผนงานหรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

ในอนาคต เกณฑ์อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 จะกำหนดให้โรงงานต้องแสดงผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานจริง ขณะที่ระดับที่ 4 จะเชื่อมโยงกับการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และการรายงานตามมาตรฐานสากล ส่วนระดับที่ 5 จะมุ่งสู่การมีแผน Carbon Neutrality หรือ Net Zero Pathway อย่างชัดเจน

การยกระดับดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญจาก “ความสมัครใจ” ไปสู่ “มาตรฐานการแข่งขันใหม่” ของภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อรองรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านคาร์บอนของประเทศคู่ค้า ข้อกำหนดด้าน ESG ของตลาดทุน หรือเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานระดับสากล

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวแล้วกว่า 58,799 โรงงาน คิดเป็นมากกว่า 91% ของโรงงานทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะที่โรงงานระดับสูงในระดับที่ 4 และ 5 เริ่มพัฒนาไปสู่การเป็นเครือข่ายสีเขียวและการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างจริงจัง สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมสีเขียวยังช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ขณะเดียวกัน แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ก็กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย จากเดิมที่ทรัพยากรถูกใช้แบบ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ไปสู่ระบบที่เน้นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ การลดของเสีย และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปริมาณของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับภาคธุรกิจและชุมชน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวยังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งหลายสถานประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างสมดุลมากขึ้น ผ่านการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างพื้นที่สีเขียว การสนับสนุนกิจกรรมชุมชน และการส่งเสริมอาชีพในระดับพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความไว้วางใจและลดความขัดแย้งระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนโดยรอบ

กรอ.ยังเดินหน้าพัฒนา Digital Platform และระบบฐานข้อมูลกลาง (Data Lake) เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและการให้บริการภาคอุตสาหกรรมแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด ONE MIND รวมถึงการผลักดันระบบตรวจวัดมลพิษออนไลน์ การใช้ AI และการพัฒนา “สมุดพกคาร์บอน” เพื่อช่วยให้โรงงานสามารถติดตาม วิเคราะห์ และวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำมากขึ้น อีกทั้งยังมีการเตรียมกลไกสนับสนุนด้าน Green Finance เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและระบบผลิตสมัยใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวต่อกติกาเศรษฐกิจโลกใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กรอ.ยุคใหม่กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่ “ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน” ของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อผลักดันให้ภาคการผลิตของไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมสีเขียวอาจไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า เพราะในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่แข่งขันได้ อาจไม่ใช่ประเทศที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืนที่สุด

“นี่คือ…หัวใจสำคัญของ ‘DIW Go Green’ ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยจาก ‘โรงงานในอดีต’ ไปสู่ ‘อุตสาหกรรมแห่งอนาคต’ อย่างแท้จริง” นายพรยศกล่าว