นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษงานสัมมนา “Thailand towards Asian HubW” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น(เจโทร) ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้นักธุรกิจญี่ปุ่นได้รับทราบนโยบายและแผนพัฒนาการลงทุนของไทย ว่า ประเทศไทยเพิ่งก้าวพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ด้วยการทำงานอย่างหนักของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการร่วมมือกับทุกๆ ฝ่ายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่เคยชะลอตัวเริ่มขยายตัว จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงร้อยละ0.8ในปี 2014 มาสู่ร้อยละ 3.2 ในปี2016 และ ร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา คาดว่าตลอดทั้งปีจะเติบโตในช่วงร้อยละ 3.5 หรือสูงกว่า ขณะที่หนี้สาธารณะต่อ GDP ยังอยู่ในระดับเพียงร้อยละ 45 ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าการทำงานหนักและขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน เราจะประสบความสำเร็จที่ผ่านมาเราทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนญี่ปุ่น ต้องขอบคุณนักธุรกิจญี่ปุ่นไว้ในโอกาสนี้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นนายกรัฐมนตรีของ ไทยได้เปลี่ยนวิกฤติการณ์ทางการเมืองให้เป็นโอกาสแห่งการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าภาคเศรษฐกิจหรือภาครัฐ
นายสมคิดกล่าวว่า ในภาคเศรษฐกิจ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่หยุดนิ่งมานานได้รับการผลักดันในแทบทุกด้าน ด้วยโครงการลงทุนกว่า 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐใน 5 ปีข้างหน้า ทั้งในด้านบริหารจัดการน้ำ ด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคม และการสื่อสาร ไม่ว่าถนน รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ สนามบิน ท่าเรือ การพลังงาน การลงทุนด้านดิจิตัล เป็นต้น ที่จะมีการโหมลงทุนอย่างหนักในปีนี้และปีหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมรับบยุคดิจิทัลในอนาคตข้างหน้า เส้นทางรถไฟฟ้า 3 เส้นเริ่มต้นแล้วในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และจะตามมาด้วยเส้นทางรถไฟรางคู่ 6 สายที่จะเกื้อกูลต่อระบบ logistic ของประเทศ ซึ่งจะประมูลประกวดราคาและจัดซื้อจัดจ้างใน 3-4 เดือนข้างหน้า การลงทุนด้านดิจิตัลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง internet broadband ให้ทั่วถึงทั้งประเทศ และการลงทุนใน submarine cable เพื่อให้ไทยสามารถเป็น international gateway แห่งภูมิภาค โดยไม่ต้องยืมจมูกกันหายใจ จะเสร็จในปีนี้หรืออย่างช้ากลางปีหน้า เพื่อเปิดทางต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคการผลิตและภาคบริการสู่ยุค 4.0
“การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาบุคลากร และการวิจัยพัฒนา ที่มีความสำคัญยิ่งในยุคข้างหน้า ทั้งหมดนี้จะไม่สำเร็จว่าทำงานด้วยตัวเอง หากไม่มีญี่ปุ่นยื่นเข้ามาสนับสนุน ประสานงานกับไทย กับเอกชนไทย ทั้งสร้างและเตรียมตความพร้อมด้านบุคลากรไทย เพื่อก้าวสู่4.`ในอนาคตข้างหน้า”นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดกล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ ได้ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับมูลค่าการผลิตที่เน้นมูลค่ามากกว่าปริมาณ เน้นนวตกรรม วิทยาการและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าแรงงานราคาถูก มูลค่าไม่มาก นวัตกรรมน้อย ฉะนั้นนโยบายใหม่ของเราคือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมเน้นมูลค่า เน้นวิวัฒนการและความคิดสร้างสรร มากกว่าแรงงานถูก ประเทศไทยหมายมุ่งที่จะสร้างไทยให้เป็น ศูนย์กลาง หรือ hub แห่งอนาคตของภูมิภาคในอุตสาหกรรมหลักที่ไทยเป็นหนึ่งไม่รองใคร เช่น อาหาร ยานยนต์แห่งอนาคต กลุ่มเครื่องงมือแพทย์ สุขภาพ(petrochemical,medical and wellness) การท่องเที่ยว และศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางและมีเที่ยวบินเต็มไปหมดกระจายไปภูมิภาค ซึ่งการบินไทยก็มีความร่วมมือกับแอร์บัส ทำให้สนามบินอู่ตะเภานั้นเป็นศูนย์กลางของการบินอนาคตของภูมิภาค นั่นหมายถึงจะเกิดการสร้างซัพพลายเชนและบุคคลากรอีกมากในอนาคต
นายสมคิดกล่าวว่า สำหรับโครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง พร้อมแหล่งจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบครัน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้าและลงทุน(เมติ) และรัฐมนตรีอุตสาหกรรมไทย ลงนามเอ็มโอยู โดยเมติ จะหนุนการพัฒนาโครงการอีอีซีของไทย เมติจะชักนำและริเริ่ม ชักชวนผู้ประกอบการญี่ปุ่น ให้มาร่วมพัฒนาอีอีซี เพื่อทำให้พัฒนาสู่4.0เมติ จะร่วมเปลี่ยนผ่านภาคผลิตของไทยไปสู่ดิจิทัล ซึ่งในอนาคตผู้ประกอบการใดไม่เปลี่ยนผู้ประกอบการนั้นจะหลุดจากซัพพลายเชนโลก พร้อมกันนี้เมติจะนำนักลงทุนญี่ปุ่นเดินทางไปไทย ฉลองความสัมพันธ์ 130 ปีในไทย ซึ่งญี่ปุ่นมีการย้ายผลิตไปไทยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เพื่อให้เห็นว่ามีการทำอะไรกัน และเมื่อมาลงทุนก็จะมีการอำนวยความสะดวกให้อย่างไร มีการขจัดอุปสรรค
“เมื่อเราเชิญชวนท่านมาลงทุน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การอำนวยความสะดวกและการขจัดอุปสรรคทั้งหลายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งระเบียบ กฎเกณฑ์ และขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน national single window และ one stop services เป็นเป้าหมายที่ต้องการบรรลุในเร็ววัน แม้จะยังไม่สมบูรณ์แต่ก็คืบหน้าไปมากในทุกมิติ ด้วยความช่วยเหลือและการแนะนำจาก world bank ด้วยความมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวดนี้เอง การจัดอันดับ ความสามารถแข่งขันของประเทศ ล่าสุดโดย IMD เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในด้านเศรษฐกิจไทยขยับขึ้นถึง 3 อันดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพภาครัฐก็ขยับขึ้น 3 อันดับเช่นกัน อันเป็นผลจากความคืบหน้าของการแก้ไขกฎเกณฑ์และกฎระเบียบที่ล้าสมัย การลดขั้นตอนและการออกกฎหมายที่สร้างความมั่นใจต่อนักลงทุน ยังผลให้อันดับโดยรวมทั้งประเทศดีขึ้นจากลำดับที่ 28 เป็นลำดับที่ 27 และคาดว่าจะดีขึ้นโดยลำดับเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ เราไม่อยู่แค่นี้จะใช้เวลาอีกปีครึ้งในการผ่าตัดที่ซีบซ้อนใม่จำเป็นให้หมดไป อะไรที่เป็นอุปวรรคเราจะแก้ไห้หมด ผมมั่นใจว่าการลงทุนพื้นฐาน ขจัดอุปสรรค และขจัดคอรัปชั่น ปีหน้าอันดับจะขึ้นอีกแน่นอน”นายสมคิดกล่าว

