แสนสิริ นำทัพจัดฟอรัมใหญ่ กวาดกรีนโลน 4 พันล้าน ดึง Taxonomy สร้างแต้มต่อแข่งขัน เดินหน้าลดคาร์บอน 20% ปี 2030 เตือนไทยเสี่ยงเสียจีดีพี 40% ปี 2048
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินหน้ายกระดับบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืนของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ในงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ณ สิริ แคมปัส (Siri Campus) เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจรับมือมาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยแสนสิริขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน 3 Green Framework ครอบคลุมคู่ค้ากว่า 4,000 รายทั่วประเทศ พร้อมเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า Emission Intensity ต่อพื้นที่ใช้สอยมาใช้เป็นตัวชี้วัดการลดคาร์บอนตามแนวทางของประเทศ และได้รับการรับรองจาก Bureau Veritas องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล
นายอุทัย กล่าวว่า ทั้งนี้ แสนสิริไม่ได้มอง Thailand Taxonomy เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่เป็นโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน อย่างเต็มรูปแบบใน 2 มิติหลัก คือ 1. ด้านต้นทุนทางการเงิน ในสภาวการณ์ที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหลั่งไหลสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงเกณฑ์ Thailand Taxonomy ได้ก่อน ทำให้แสนสิริสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก Green Bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย และ 2. ด้านเทรนด์ผู้บริโภค กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดมิเนียมที่มีความยั่งยืนและคุ้มค่า โดยโครงการที่ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomy สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25-35% ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

เดินหน้าลดคาร์บอน 20% ภายในปี 2030
นายอุทัย กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานนับจากนี้ แสนสิริพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไฮไลต์แห่งปี 2569 ทั้งในรูปแบบ Wellness Community และโครงการ Biodiversity Flagship ทั้งแนวราบและแนวสูง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่เป็น Fast Mover และ Connector ในการนำทัพพันธมิตรใน Ecosystem ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกัน แสนสิริได้วางโรดแมปการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ในช่วงการดำเนินงานระยะกลาง โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 14% และตั้งเป้าลดให้ได้ 20% ภายในปี 2030 อีกทั้ง ยังมี 6 โครงการที่ผ่านเกณฑ์การรับรองด้านการเงินสีเขียว มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท สะท้อนความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นายอุทัย กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการของแสนสิริมีค่า Emission Intensity อยู่ที่ 59.46 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตารางเมตรต่อปี ต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงของภาครัฐที่กำหนดไว้ 80 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อตารางเมตรต่อปี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งแสนสิริมีคู่ค้ากว่า 4,000-5,000 ราย ให้สามารถปรับตัวตามเกณฑ์ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

เตือนไทยเสี่ยงเสียจีดีพี 40% ภายในปี 2048
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ปัจจุบัน ESG ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดยนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการจัดสรรเงินลงทุน ขณะที่ Thailand Taxonomy จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายด้านความยั่งยืนสู่การดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.69% ของโลก แต่หากไม่มีการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายในปี 2048 เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียจีดีพี ถึง 40% จากผลกระทบของภัยพิบัติและความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ
นายอัสสเดช กล่าวว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อน ESG จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และตลาดทุน ทั้งนี้ แสนสิริในฐานะหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่นำมาตรฐาน Thailand Taxonomy มาปรับใช้จริง และผลักดันให้เกิดความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างพัฒนาเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล อาทิ Carbon Calculator เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการวัดและบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต

กสิกรไทยชูบทบาท Transition Enabler
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) กล่าวว่า ภาคการเงินเปรียบเสมือน “เครื่องยนต์” สำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืน โดยปัจจุบันเม็ดเงินด้าน Sustainable Finance ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับ ESG ในฐานะปัจจัยสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว มากกว่าการเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ขณะที่สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง BlackRock มีสินทรัพย์ด้านการลงทุนยั่งยืนกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วน Amundi มีมูลค่าการลงทุนด้านความยั่งยืน 675,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าขยายเป็น 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต ส่วนประเทศไทย แม้ตลาด Sustainable Finance จะมีขนาดประมาณ 28,000 ล้านบาท แต่ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า นอกจากนี้ ธนาคารได้นำ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งสนับสนุนทั้งธุรกิจสีเขียว (Green) และธุรกิจที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ทั้งนี้ แสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกและรายเดียวที่มี 6 โครงการผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomy ในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ภาคการเงินไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปล่อยสินเชื่อ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “Transition Enabler” ช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือวัดคาร์บอน และแหล่งเงินทุน เพื่อรองรับกติกาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นในอนาคต

รับความเสี่ยงโลกร้อน-น้ำทะเลหนุนในปี 2050
นางสาวธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) กล่าวว่า มาตรฐานโลกไม่รอใคร Taxonomy บังคับใช้แล้ว มาตรการคาร์บอนชัดขึ้นทุกปี และตลาดโลกเริ่มตัดสินธุรกิจด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่ความตั้งใจดี คำถามจึงไม่ใช่ว่า ‘เราพร้อมหรือยัง’ แต่คือ ‘เราจะนำหรือจะตาม’ แสนสิริเลือกที่จะนำ และการนำที่มีความหมายที่สุด คือการยื่นมือกลับไปดึงคู่ค้าและพันธมิตรทุกคนให้เดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะห่วงโซ่ที่แข็งแกร่งที่สุด คือห่วงโซ่ที่ทุกข้อเชื่อมกันได้จริงและสร้างคุณค่าในอนาคต ไปด้วยกันในระยะยาว
นางสาวธันยพร กล่าวว่า นอกจากนี้ การลงทุนด้านความยั่งยืนทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาดซึ่งถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น ขณะเดียวกันจีนและหลายประเทศเริ่มยกระดับกติกาด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนภายในประเทศ ส่งผลให้ห่วงโซ่การค้าทั้งเอเชียต้องปรับตัวตาม โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องคำนึงถึงต้นทุนพลังงานระยะยาวและภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเลที่อาจเพิ่มขึ้น 50 เซนติเมตรภายในปี 2050 และคาดว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้แนวคิด “green building” ต้องขยับสู่การลดคาร์บอนทั้งระบบ และสร้างมูลค่าใหม่แบบ regenerative economy เพื่อความอยู่รอดในระยะยาวของธุรกิจและคุณภาพชีวิตผู้บริโภค




