BINANCE TH ชี้เงินไหลเข้า AI–ทองคำกดบิตคอยน์ จับตา ETF ไหลออกต่อเนื่อง คาดตลาดแตะจุดต่ำสุดรอบตุลาฯ แนะทยอยสะสม
- AI ดึงเงินออกจากคริปโต
นายกร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า บิตคอยน์ยังเผชิญความท้าทาย หลังเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหมุนเข้าสู่หุ้น AI และทองคำมากขึ้น สำหรับการวิเคราะห์ทิศทางราคาบิตคอยน์ในปัจจุบันไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่า บิตคอยน์จะขึ้นไหม จะลงไหม ซึ่งเป็นคำถามที่คนถามกันเยอะ แต่วันนี้เราต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า เงินทุนของโลกกำลังไหลไปที่ไหน เพราะนั่นต่างหากที่เป็นตัวกำหนดทิศทางราคา หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน นักลงทุนอาจมีตัวเลือกหลักเพียงหุ้นกับบิตคอยน์ แต่ปัจจุบันมีสินทรัพย์ใหม่ๆ เข้ามาแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะหุ้น AI และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
นายกร กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการลงทุนในหุ้น AI ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดราคาบิตคอยน์ในปี 2569 เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลออกจากตลาดคริปโต (Cryptocurrency) ไปสู่หุ้นเทคโนโลยี พอ AI โตแรงราคาบิตคอยน์ก็อ่อนตัวลง เพราะนักลงทุนถอนเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังเป็นกระแส ขณะเดียวกัน ทองคำ ยังเป็นอีกสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจ โดยราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นราว 80% ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนทยอยขายสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อโยกเงินเข้าสู่ตลาดทองคำ

- จับตาเงินทุนไหลเข้า-ออก Bitcoin ETF
นายกร กล่าวว่า กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจากกองทุน Bitcoin ETF ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันและกลุ่มการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) โดยหลังสหรัฐอนุมัติ Bitcoin Spot ETF ได้เปิดทางให้เม็ดเงินสถาบันเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และเป็นแรงหนุนสำคัญที่ผลักดันราคาบิตคอยน์ทำสถิติสูงสุด อย่างไรก็ตาม ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่ากองทุน Bitcoin ETF มีเงินทุนไหลเข้าเพียง 2 วัน ขณะที่อีก 28 วันเป็นการไหลออกของเงินลงทุน นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 15-30 พฤษภาคม 2569 ยังเกิดแรงขายต่อเนื่องติดต่อกัน 10 วัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอื่น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI หุ้นเทคโนโลยี และทองคำที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
นายกร กล่าวว่า แม้แต่บริษัทจัดการการลงทุนและสินทรัพย์ระดับโลกสัญชาติอเมริกัน (BlackRock) ที่เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาด Bitcoin ETF ก็ยังมีเงินทุนไหลออกจากกองทุนราว 500 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดคริปโต มองว่าในระยะต่อจากนี้ ทิศทางเงินทุนไหลเข้า-ออกของ ETF จะยังเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาบิตคอยน์ เนื่องจากสะท้อนมุมมองของนักลงทุนสถาบันต่อศักยภาพการลงทุนของสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นในตลาดโลก
- คาดแตะจุดต่ำสุดรอบในเดือนตุลาคม
นายกร กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดการเงินโลกเกิดปรากฏการณ์ Liquidity ซึ่งเป็นการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนจากสินทรัพย์หนึ่งไปสู่อีกสินทรัพย์หนึ่งตามโอกาสในการสร้างผลตอบแทน โดยมองว่าปัจจุบันปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาบิตคอยน์ไม่ได้อยู่ที่ตลาดคริปโตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทิศทางการไหลของเม็ดเงินทั่วโลกด้วย สมมุติในโลกมีเงินอยู่ 100 บาท อาจกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์ แต่เมื่อสินทรัพย์ใดได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ เงินก็จะไหลไปรวมอยู่ตรงนั้น 70-80% ได้
นายกร กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มราคาบิตคอยน์หากมองในทฤษฎี 4-Year Cycle ซึ่งเป็นโมเดลที่มีความแม่นยำในช่วง 2-3 รอบที่ผ่านมา ตลาดในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงมุ่งสู่จุดต่ำสุดของรอบ (Cycle Bottom) ทั้งนี้ ราคาบิตคอยน์บริเวณ 60,000 ดอลลาร์ ถือว่าปรับฐานลงมาแล้วประมาณ 50% จากจุดสูงสุด และหากยังเคลื่อนไหวตามวัฏจักรเดิม มีโอกาสเห็นจุดต่ำสุดของรอบในช่วงเดือนตุลาคม ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในระยะถัดไป
“ผมคิดว่าแรงซื้อแถว 55,000 ดอลลาร์ และ 50,000 ดอลลาร์ค่อนข้างแข็งแรง โดยเฉพาะระดับ 50,000 ดอลลาร์ น่าจะเป็นแนวรับสำคัญ ถ้าซื้อบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ แล้วราคาลงไป 50,000 ดอลลาร์ Downside อยู่ประมาณ 15% แต่ถ้ากลับไปจุดสูงสุดเดิม Upside อาจมากกว่า 100% ดังนั้นถ้าจะลงทุนก็ควรทยอยซื้อเป็นสัดส่วน เช่น 10-15% ของเงินลงทุนที่เตรียมไว้” นายกร กล่าว



