ศุภจี คาดเศรษฐกิจปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐกับอิหร่านปิดดีลได้ คาดสถานการณ์จะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน อย่างเป็นทางการ ว่า “ก็ดี ส่วนเป้าส่งออกไตรมาสแรกปี 69 ก็ดีมาก ฉะนั้นคาดว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด”
นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิม ฉะนั้นต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริงๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน เเต่ต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน แต่ถึงอย่างไรต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์ จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและมาตรการต่างๆ โดยวันนี้ก็จะมีการสรุปอีกครั้ง
เมื่อถามว่า จะมีการปรับทบทวน GDP หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8 และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะทั้งปี 2569 เรามองจีดีพีอยู่ที่ 1.5 – 2 % หากสถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพดังกล่าว ก็คาดว่า GDP น่าจะดีขึ้น เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะได้ไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญ ก็น่าจะผ่อนคลายลง และทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กล่าวว่า ได้ประชุมทบทวนสินค้าและบริการควบคุมรวมถึงการกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็น โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี
พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยในจำนวน 66 รายการ มีสินค้าที่มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท ประกอบด้วย 1. สินค้ามะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ และกากถั่วเหลือง เพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และปริมาณคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย
3. สินค้าเม็ดพลาสติก ปรับมาตรการการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ 4. สินค้าหอมหัวใหญ่และกระเทียม เพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลการนำเข้าและ จัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์สินค้า และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับสินค้าที่มีการปรับลดมาตรการ เนื่องจากสถานการณ์ด้านปริมาณและราคาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ปรับมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมาตรการที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตามความเหมาะสม โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเหมาะสม สมดุล และไม่กระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย

