หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นไทยยังไปไ...

หุ้นไทยยังไปไม่ไหว แม้ ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ มีแววยุติ เหตุยังไร้ปัจจัยหนุนใหม่

17.06.26 | 15:17 น.

หุ้นไทยยังไปไม่ไหว แม้สหรัฐ-อิหร่านมีแววยุติได้ เหตุไร้ปัจจัยหนุนใหม่

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีสหรัฐและอิหร่านเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพ แต่วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินโลก ตลาดการเงินโลกตอบสนองเชิงบวก แต่เนื่องจากรายละเอียดบางอย่างยังไม่ชัดเจน อาทิ เงื่อนไขในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจอ่อนแอลง สะท้อนจากดัชนีพีเอ็มไอภาคบริการของโลกในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ลดลง ดัชนีการจ้างงานที่ต่ำสุดนับตั้งกลางปี 2563 รวมถึงต้นทุนในภาคการผลิตและบริการของโลกที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ตอบรับในเชิงบวกมากนัก โดยเฉพาะการกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่มีน้ำหนักกว่า 25% ของตลาดรวม

นายชัยยศ กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยแม้ไหลออกในระยะสั้น ระหว่างวันที่ 1-12 มิถุนายน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 4,210 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 1.7 หมื่นล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากสิ้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา เพียง 0.7% เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี พบว่า นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 2.5 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตร 3.9 หมื่นล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากสิ้นปีที่ผ่านมา 4% โดยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 24 มิถุนายนนี้ ทำให้ตลาดยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาหนุนดัชนีหุ้นให้ไปต่อ ยกเว้นหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยเฉพาะของตัวเองจริงๆ

“ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงจากระดับเกือบ 90 เหรียญาสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีกดดันดัชนีในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลง อาทิ กลุ่มโรงไฟฟ้า ท่องเที่ยว สายการบิน และไฟแนนซ์ เริ่มปรับตัวขึ้นตอบรับปัจจัยบวกไปแล้วบางส่วน ตลาดหุ้นไทยจึงตอบรับข้อตกลงสหรัฐและอิหร่านไปในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้” นายชัยยศ กล่าว

Advertisement

นายชัยยศ กล่าวว่า ภาวะขณะนี้เศรษฐกิจหลายประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานกดดันเงินเฟ้อ ภาระทางการคลัง และดุลบัญชีเดินสะพัด บางประเทศที่ดำเนินนโยบายโดยขาดธรรมาภิบาล จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่น เงินทุนไหลออก และอัตราแลกเปลี่ยน จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว แต่ละประเทศมีบริบททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยประเทศไทย แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุล แต่นักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยตั้งแต่ต้นปี ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อย แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งกดดันอุปสงค์ในประเทศมากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากด้านอุปทานเป็นสำคัญ