‘อาจารย์มิก’ ชี้ทางออก ‘TH-AI Passport’ แนะรัฐเบรก-จัดโต๊ะถก ดีกว่าดันสุดทางจนเกิดแผล
นายยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง iTAX และรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม หรือ อาจารย์มิก เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนว่า จากโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) เห็นว่าขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) มีความเร่งรีบจนทำให้เกิดการคำถามว่ามีการรู้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนจะมีโครงการหรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งคือ สิ่งที่ทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการและปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงในเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ถ้าย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ก่อนถึงวันเปิดรับฟังความคิดเห็น จะเห็นว่าข้อเท็จจริงหลายเรื่องเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก และในมุมหนึ่งงานวันนั้นดูเหมือนเป็นเวทีแถลงข่าวมากกว่าการรับฟังความคิดเห็น ส่วนเรื่องข้อจำกัดการใช้งาน เดิมทีมีการระบุว่าใช้งานได้ไม่จำกัด แต่ในวันชี้แจงกลับพบว่ามีการจำกัดจำนวนโทเคน รวมทั้งเรื่อง 500 concurrence ต่อชั่วโมง ที่ภายหลังกลับมาชี้แจงใหม่ว่าเป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ ส่วนเรื่องสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่รู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ขณะเดียวกันจำนวนคนในการฝึกอบรม (Training) ที่วางไว้ประมาณหลักพันคน ก็ดูไม่สอดคล้องกับเป้าหมายผู้ใช้งานที่ตั้งไว้ที่ 5 ล้านคน
“ถ้าหากว่าใน TOR เขียนชัด เราไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องนี้เลย” นายยุทธนา กล่าว
เวทีฟังความเห็นห้องไม่เต็ม แต่ภาพลักษณ์ดีกว่า
นายยุทธนา กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตุต่อการที่รัฐบาลจะนำ User 5 ล้านคนไปให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ ถือเป็นแนวทางที่ตรงกันข้ามกับประเทศสิงคโปร์ ที่ใช้ยอด User เป็นเครื่องต่อรองให้ยักษ์ใหญ่ไอทีอย่าง OpenAI เข้ามาลงทุนในประเทศ กลายเป็นว่าแทนที่ต่างชาติจะต้องจ่ายเงินให้เราเพื่อเข้าถึงข้อมูลคนไทย เรากลับต้องแถมเงินให้เขาด้วย
“ผมก็เข้าใจในมุมของฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นคำถามที่สังคมสามารถตั้งได้ว่า ยังมีแนวทางบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากกว่านี้หรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายคือการใช้เงินภาษีให้เกิดความคุ้มค่า และ ประโยชน์สูงสุด” นายยุทธนา กล่าว
นายยุทธนา กล่าวว่า นอกจากนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าบรรยากาศในวันรับฟังความคิดเห็นยังดูไม่สง่างาม มีลักษณะคล้ายการจัดตั้งเกณฑ์คนนั่งรถตู้มาร่วมงานเพื่อให้ห้องประชุมเต็ม แทนที่จะเป็นคนในวงการจริงๆ ที่ถึงแม้ว่าห้องประชุมไม่ได้เต็ม แต่ก็มีภาพลักษณ์ที่ดีกว่า
แนะรัฐเบรก ตั้งโต๊ะถก ก่อนเกิดแผลใหญ่
นายยุทธนา กล่าวว่า ในตอนนี้รัฐบาลไม่ควรดันโครงการต่อ อย่างที่แถลงล่าสุดว่าจะไปคุยกับเอกชนเพื่อไปปรับแก้สัญญาและให้เบรกโครงการไม่ได้ ทั้งนี้กลับเห็นว่าการเบรกโครงการกลับเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า แล้วเชิญกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้านและผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดมาร่วมวงสนทนา เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันแล้วค่อยผลักดันโครงการต่อ เพราะขณะนี้ไม่มีใครข้องใจเกี่ยวกับหลักการและเหตุผลของโครงการแต่อย่างใด เพียงแต่ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใส
“รู้สึกว่าถ้าเกิดเราได้เอาคนที่เกี่ยวข้องครับมาคุยกัน เพราะว่าตอนนี้เงิน 1,600 ล้านบาท ถ้าสร้างตึกก็ตึกเกือบใหญ่ใช้ได้เหมือนกัน ผมว่าเรากลับมานั่งทบทวนกันอีกทีได้ว่า โครงการนี้ถ้าไม่อยากให้ใครบอบช้ำคือผมคิดว่ามันต้องหยุดก่อนแล้วกลับมาพูดคุยกันว่าอะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็น ถ้าตอนนี้เราดันกันไปแบบนี้ปุ๊บ เราบอกไม่ได้ไปถึงขนาดนี้แล้ว แล้วก็ไปกันให้สุดทาง ผมว่าเดี๋ยวจะเป็นแผลกับทุกคนอีกที” นายยุทธนา กล่าว
โครงการดี แต่ควรปรับวิธีวางหมาก
นายยุทธนา กล่าวว่า หากแต่จะพูดในเรื่องของหลักการและเหตุผลของโครงการ TH-AI Passport ถือเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยเพิ่มทักษะอัพสกิลและรีสกิล ให้คนไทยที่ยังใช้เทคโนโลยีไม่เป็นนั่น สามารถเข้าถึงเอไอเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ (Productivity) ได้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนโครงสร้างนโยบายให้ดี วางหมากในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จากต่างประเทศ ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องเสียเงินงบประมาณ 1,600 ล้านบาทนี้เลยแม้แต่บาทเดียว แต่อาจจะสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาได้มหาศาลหลักพันล้านหรือหมื่นล้านบาท เหมือนเช่นที่สิงคโปร์ดึง OpenAI เข้ามาลงทุนได้สำเร็จ



