สำรวจเอสเอ็มอี พบ 37% เล็งขึ้นราคาร้อยละ 8 เหตุต้นทุนแพง-ขาดสภาพคล่อง ฉุดความสามารถแข่งขัน
วันที่ 17 มิถุนายน สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 1/2569 โดยสำรวจช่วง
วันที่ 27–30 เมษายน 2569 จากผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 659 รายทั่วประเทศ ทั้งธุรกิจการบริการ ธุรกิจการผลิต และธุรกิจการค้า โดยมีธุรกิจรายย่อย (Micro) เป็นสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 61 พบว่า
ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs โดยรวมในไตรมาส 1/2569 อยู่ระดับ 45.9 ลดลง 1.4 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 อยู่ระดับ 47.4 สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวของภาคธุรกิจ SMEs ภายใต้แรงกดดันด้านต้นทุน สภาพคล่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
หากมีการแยกผลดัชนีแยกตามขนาดธุรกิจ พบว่าธุรกิจรายย่อย (Micro) ดัชนีรวมอยู่ที่ 37.6 ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่ายังอยู่ในช่วงหดตัว โดยเฉพาะด้านสต็อกวัตถุดิบ สภาพคล่อง และการสร้างแบรนด์
ธุรกิจขนาดย่อม (Small) ดัชนีรวมอยู่ที่ 45.3 – ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในด้านความสามารถในการทำธุรกิจ
ธุรกิจขนาดกลาง (Medium) ดัชนีรวมอยู่ที่ 52.5 เป็นกลุ่มเดียวที่มีดัชนีเกิน 50 แสดงถึงศักยภาพการแข่งขันในระดับขยายตัว
ผลดัชนีแยกตามประเภทธุรกิจพบว่า ธุรกิจการผลิต ดัชนีรวมอยู่ที่ 47.6 มีความสามารถในการทำธุรกิจสูงสุดในกลุ่ม (48.7) , ธุรกิจการค้า ดัชนีรวมอยู่ที่ 44.4 ได้รับผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อ และกำลังซื้อที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจการบริการ ดัชนีรวมอยู่ที่ 45.9 ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน (Q3/2568 อยู่ที่ 43.3)
การสำรวจครั้งนี้ยังได้สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อต้นทุนพลังงานของผู้ประกอบการ SMEs ไทย พบว่า ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 71.7 ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงมาก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการร้อยละ 38.8 ระบุว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 5–10% ขณะที่ร้อยละ 32.8 คาดว่าเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 5% , ขีดความสามารถในการแบกรับต้นทุน SMEs โดยเฉลี่ยสามารถตรึงราคาสินค้าและบริการได้เพียง 3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
แนวโน้มการปรับราคา ผู้ประกอบการร้อยละ 37.2 มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเฉลี่ยร้อยละ 8 , มุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการถึงร้อยละ 74.9 มองว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลง หากวิกฤตพลังงานยังคงดำเนินต่อไป
นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การควบคุมต้นทุนธุรกิจช่วยเหลือเรื่องค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของ SMEs ,การสนับสนุนด้านเงินทุนและสภาพคล่อง ช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ และจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
การส่งเสริมการตลาดและฐานลูกค้าใหม่ ช่วยหาตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสินค้า SMEs และมีมาตรการลดภาษีสำหรับ SME ช่วยลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และต้องการให้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษี ให้มีความสอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน

