หน้าแรก เศรษฐกิจ อนุทินดึงอีอี...

อนุทินดึงอีอีซีมาคุมเอง หวังสร้างเมืองธุรกิจใหม่ ปัดลดบทบาทพิพัฒน์

18.06.26 | 06:19 น.

อนุทิน ดึงอีอีซีมาคุมเอง หวังสร้างเมืองธุรกิจใหม่ ปัดลดบทบาทพิพัฒน์

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 มิถุนายน (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ที่โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบยกเลิก ไม่ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แล้วว่า ได้ดึงกลับมาดูแลเอง ไม่ได้มีความขัดแย้งกับนายพิพัฒน์ แต่เนื่องจากอีอีซีมีความพร้อมในเรื่องของระบบขนส่งและคมนาคมแล้ว จากนี้จึงเป็นขั้นตอนการนำเสนอขายให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในนิคม เพื่อตั้งโรงงานการผลิต มหาวิทยาลัยหรือการตั้งเมืองธุรกิจใหม่ๆ ตนมีความเชี่ยวชาญในด้านการตลาดมากกว่า อีกทั้งยังมีโอกาสได้พบกับผู้นำหลากหลายประเทศ รวมถึงภาคเอกชน และภาคธุรกิจจากทั่วโลกมากกว่า จึงนำมาดูแลเอง เพื่อสร้างโอกาสในการจับคู่ธุรกิจและอาศัยช่วงเวลาที่เดินทางมาปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศนำเสนอประเทศไทยและพื้นที่อีอีซีให้มากที่สุด ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวไม่ได้เป็นการลดบทบาทนายพิพัฒน์ เพราะนายพิพัฒน์มีงานเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นการช่วยกันทำงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติรับทราบ ให้ยกเลิกกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ว่า ไม่ทราบคำสั่งดังกล่าว โดยเป็นการอ่านผ่านในที่ประชุม ครม.เพื่อให้รับทราบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะกำกับดูแลไม่ไหวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายอนุทิน เมื่อถามย้ำว่า จะถือเป็นการลดบทบาทของนายพิพัฒน์ หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ เพราะถือว่าทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน หลังจากนี้นายกรัฐมนตรี คงจะมอบหมายงานอื่นๆ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะเป็นรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ พวกเราสามารถทำงานได้ทุกเรื่อง บทบาทของใครก็ของคนนั้น ส่วนตนทำได้ทุกหน้าที่ ไม่ใช่ปัญหา คำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย และไม่เกี่ยวกับการที่พรรคมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อพรรคใหญ่ ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ พรรคใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะมาช่วยกันทำงาน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เบื้องหลังของคำสั่ง 2 ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในบรรยากาศไม่ซีเรียส โดยนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการอีอีซีกลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด และวางสถานะของนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย เพื่อนำอีอีซีเป็นโปรเจ็กต์นำ (Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ จะนำเสนอโปรเจ็กต์อีอีซีในมุมมองใหม่

Advertisement

นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก และเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) จะมาต้องมีโรงไฟฟ้าแบบ direct ppa และแหล่งน้ำมาด้วยเพื่อไม่เป็นภาระของรัฐ ในการจัดไฟฟ้าและแหล่งน้ำ มาให้บริการ เนื่องจาก ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก จะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน นายกรัฐมนตรีจึงเห็นความจำเป็นดึงการบริหารงานอีอีซีกลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง

โดยในเรื่องการผลักดันให้อีอีซีเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลกเนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อมทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้ พืชสวน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศต่างๆทั่วโลก และสามารถเป็นจุดแข็งของอีอีซีที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล

ทั้งนี้ รัฐบาลพิจารณาแล้วว่าการดึงดูดการลงทุนในอีอีซีจะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในพื้นที่นี้นี้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ มีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ

“การดึงงานอีอีซีกลับมาดูเองของนายกฯไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์ และนายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่า การทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอด นายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับมากำกับดูแลเองดีกว่า ให้ทั้ง2หน่วยงานทำงานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันและไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนายพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนสั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกรัฐมนตรีเอง นายกรัฐมนตรีก็บอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน” แหล่งข่าวระบุ