หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนหวั่น EE...

เอกชนหวั่น EEC เจอดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ แนะต้องล็อกเงื่อนไขใช้วัตถุดิบไทย 100%

18.06.26 | 16:22 น.
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส

‘ตรีรัตน์’ ซีอีโอ NEPS หวั่น EEC เจอดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ แนะต้องล็อกเงื่อนไขใช้วัตถุดิบไทย 100% อย่าเอาตัวเลขทิพย์ 5 แสนล้านมาหลอก

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งยกเลิกการมอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการอีอีซีกลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก และเป็นฐานการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องจัดหาโรงไฟฟ้าในรูปแบบ Direct PPA และมีแหล่งน้ำรองรับด้วยตนเอง

“จริงๆ แล้วนักลงทุนต่างประเทศเขาไม่ได้มองตัวนายกฯ แต่การที่นายกฯ ลงมาคุมเองทำได้สร้างความมั่นใจว่าโครงการจะจบง่ายและทำงานได้ไวขึ้น แต่เขาจะลงทุนไหม ไม่ใช่เพราะนายกฯ เป็นเซลส์แมน แต่อยู่ที่ข้อเสนอบนโต๊ะว่าคุ้มค่าขนาดไหน ทั้งเรื่องภาษี ที่ดิน โครงข่ายไฟฟ้า และความพร้อมของบุคลากร สุดท้ายเขาก็ตอบรับที่สิทธิประโยชน์ของอีอีซีว่าจูงใจมากพอหรือเปล่า” นายตรีรัตน์ กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ในมุมมองของภาคเอกชนเห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรีเข้ามากำกับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยตนเอง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการทำงานมีความสะดวกรวดเร็วและจบได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ประเภทธุรกิจที่ดึงเข้ามาลงทุน” ซึ่งรัฐบาลต้องประเมินและวิเคราะห์ให้ดีว่าประเทศไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบในระยะยาว เพราะธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน หรือ มีการจ้างงานที่น้อยมาก เม็ดเงินและกำไรทั้งหมดนักลงทุนจะขนกลับประเทศเขาหมด แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องสูญเสียคือ “เราต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปรองรับเขา” โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ซึ่งระเบียบของอีอีซี ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาแล้วได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุดถึง 15 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ 17 ปี เท่ากับว่าประเทศไทยจะไม่ได้รายได้จากภาษีตรงนี้เลย

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยังต้องควักเงินลงทุนระบบสายส่งและไฟฟ้าสีเขียว (Green Energy) คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เพื่อลากสายไฟแรงสูงไปป้อนให้กลุ่มทุน Data Center เหล่านี้ แทนที่จะเอาโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณไปใช้ดูแลบ้านเรือนประชาชน การลงทุนแบบนี้จึงไม่คุ้มค่า และอาจกลายเป็น “การลงทุนศูนย์เหรียญ” ที่ไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่เสียกับเสีย

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก เพราะประเทศไทยมีความพร้อมด้านซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ทั้งปศุสัตว์ ประมง และพืชสวน (หมู ไก่ ปลา ปลากะพง ผลไม้) ซึ่งจะช่วยเกษตรกรไทยได้อย่างแท้จริง แต่รัฐบาลต้องกำหนดกรอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ชัดเจน

Advertisement

“เราควรต้องมีการกำหนดกรอบด้วยว่า ในเมื่อคุณเข้ามาแล้วได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ค่อนข้างสูงมาก รัฐบาลต้องออกกฎเกณฑ์บังคับเลยว่า คุณจำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกรไทย โดยต้องมีเงื่อนไขผูกมัดชัดเจนว่า คุณจำเป็นต้องใช้สัดส่วนวัตถุดิบจากไทยก่อนเป็นอันดับแรกจนหมด 100% พอวัตถุดิบไทยหมดแล้ว จึงจะไปใช้วัตถุดิบนำเข้าหรือวัตถุดิบสำรองได้ เพื่อไม่ให้เกษตรกรของเราต้องลำบากในอนาคต” นายตรีรัตน์ กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายเม็ดเงินลงทุนใน EEC ไว้ที่ 500,000 ล้านบาทต่อปี แต่ถามว่าเอาตัวเลขนี้มาอวดเฉยๆ โดยไม่ตรวจการบ้านไม่ได้ เพราะถ้าเป็น 5 แสนล้านที่ไทยเก็บภาษีไม่ได้เลย ประเทศก็ไม่ได้อะไร สิ่งที่คิดคือ ควรจะเป็น 500,000 ล้านบาทที่เกิดเงื่อนไข 3 ข้อหลัก คือ 1.ต้องเป็นการลงทุนที่ซื้อของและใช้วัตถุดิบจากคนไทย 2. ต้องมีการจ้างงานคนไทยในสัดส่วนที่สูง และ 3. ต้องเป็นธุรกิจที่ไม่เบียดเบียนหรือแย่งชิงโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ไฟฟ้า-น้ำ) ไปจากประชาชนไทย ถ้าทำตามกรอบ 3 ข้อนี้ได้ ตัวเลข 5 แสนล้านถึงจะมีความหมาย ไม่ใช่ตัวเลขทิพย์