หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชน ชี้ทางร...

เอกชน ชี้ทางรอด TH-AI Passport ชง 7 ตัวชี้วัด ถามตรง ‘ซื้อแล้วประเทศเก่งขึ้นจริงหรือไม่’

18.06.26 | 21:35 น.

เอกชน ชี้ทางรอด TH-AI Passport ชง 7 ตัวชี้วัด ถามตรง ‘ซื้อแล้วประเทศเก่งขึ้นจริงหรือไม่’

นายจรัสพงษ์ สรวิสูตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์และการเงิน และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โดซี่ เฮลธ์ จำกัด เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า ที่ผ่านมา มีผู้รู้ นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้วิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ไว้อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องความคุ้มค่า การออกแบบ TOR กระบวนการคัดเลือกผู้ให้บริการ และความเหมาะสมของรูปแบบการใช้งบประมาณ ซึ่งล้วนเป็นคำถามที่จำเป็นต่อธรรมาภิบาลของโครงการภาครัฐ

“อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้าในกรณีที่โครงการนี้ต้องเดินหน้าต่อไป ผมคิดว่ายังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ โครงการนี้จะวัดผลลัพธ์อย่างไรให้จับต้องได้ ความสำเร็จของโครงการระดับประเทศด้าน AI ไม่ควรถูกวัดเพียงจากจำนวนคนที่ได้รับสิทธิ์ จำนวนบัญชีที่ลงทะเบียน หรือจำนวนหลักสูตรที่ถูกจัดทำขึ้น” นายจรัสพงษ์ กล่าว

ชี้ทางรอด TH-AI Passport
นายจรัสพงษ์ กล่าวว่า ดังนั้น หาก TH-AI Passport ต้องเดินหน้าจริง สิ่งที่ภาครัฐควรกำหนดให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ กรอบการวัดผลลัพธ์ของโครงการ ไม่ใช่เฉพาะตัวชี้วัดเชิงกิจกรรม แต่ต้องเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนผลกระทบจริง

ประเด็นแรก คือ ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์” กับ “จำนวนผู้ใช้งานจริง” ตัวเลขผู้ลงทะเบียนอาจใช้สื่อสารภาพรวมได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าโครงการประสบความสำเร็จ สิ่งที่ควรวัดคือ มีผู้ใช้งานจริงรายเดือนกี่คน ใช้งานต่อเนื่องนานแค่ไหน ใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีสัดส่วนผู้ใช้ที่เลิกใช้งานหลังจากทดลองครั้งแรกมากน้อยเพียงใด

ประเด็นที่สอง คือ ต้องวัดทักษะที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่ผ่านหลักสูตร การอบรมด้าน AI ควรมีการประเมินก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ เช่น ผู้ใช้สามารถตั้งคำถามกับ AI ได้ดีขึ้นหรือไม่ สามารถตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบได้หรือไม่ เข้าใจข้อจำกัดของ AI หรือไม่ และสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับงานจริงของตนเองได้หรือไม่

Advertisement

ประเด็นที่สาม คือ ต้องวัดผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ หากรัฐลงทุนด้วยงบประมาณจำนวนมาก คำถามสำคัญคือ AI ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ตัวอย่างเช่น SME สามารถลดเวลาทำคอนเทนต์ ลดต้นทุนการตลาด หรือเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ ครูสามารถลดเวลาการเตรียมสื่อการสอนและออกแบบการเรียนรู้ได้ดีขึ้นหรือไม่ พนักงานออฟฟิศสามารถลดเวลางานเอกสารซ้ำ ๆ ได้กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือแรงงานอิสระสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มโอกาสในการหารายได้ใหม่ได้หรือไม่

ประเด็นที่สี่ คือ ต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นจริง การแจกสิทธิ์ให้คนจำนวนมากอาจดูดีในเชิงตัวเลข แต่ในเชิงผลลัพธ์อาจไม่คมเท่าการออกแบบให้ตรงกับกลุ่มที่มี pain point สูง เช่น SME รายเล็ก ครูต่างจังหวัด นักเรียนอาชีวะ แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ หรือคนทำงานที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หากโครงการช่วยเฉพาะคนที่ใช้ AI เป็นอยู่แล้ว แต่เข้าไม่ถึงกลุ่มที่ควรได้รับประโยชน์มากที่สุด ผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจก็อาจจำกัด

ประเด็นที่ห้า คือ ต้องถามว่า หลังจากสิทธิ์ใช้งานหนึ่งปีสิ้นสุดลง ประเทศไทยจะเหลืออะไรไว้บ้าง นี่เป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะหากโครงการจบลงพร้อมกับการหมดอายุของ subscription โดยไม่ทิ้งองค์ความรู้ ระบบการเรียนรู้ คู่มือการใช้งาน use case ภาษาไทย ฐานข้อมูลเชิงนโยบาย หรือเครือข่ายผู้ฝึกสอนไว้ให้ประเทศ ก็อาจเป็นเพียงการซื้อการเข้าถึงชั่วคราว มากกว่าการลงทุนสร้างความสามารถระยะยาว

ชง 7 ตัวชี้วัดประเมินความคุ้มค่า
นายจรัสพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากต้องการให้ TH-AI Passport เป็นมากกว่าโครงการแจกสิทธิ์ AI ชั่วคราว ควรมีตัวชี้วัดหลักอย่างน้อย 7 ด้าน ได้แก่ 1. จำนวนผู้ใช้งานจริงรายเดือน ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ลงทะเบียน 2. อัตราการใช้งานต่อเนื่องหลัง 3 เดือน และ 6 เดือน 3. คะแนนทักษะ AI ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ 4. จำนวน use case ที่ถูกนำไปใช้จริงในแต่ละกลุ่มอาชีพ 5. เวลาทำงานที่ลดลง รายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือต้นทุนที่ลดลงของผู้เข้าร่วม 6. สัดส่วนผู้ใช้ที่มาจากกลุ่มที่เข้าไม่ถึง AI เดิม หรือกลุ่มที่มีความจำเป็นสูง และ 7. สินทรัพย์ระยะยาวที่ประเทศได้รับหลังจบโครงการ อาทิ หลักสูตร คู่มือ ฐานข้อมูล use case
ท้ายที่สุด TH-AI Passport ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะโครงการจัดซื้อเครื่องมือ AI แต่ควรถูกมองในฐานะนโยบายสร้างความสามารถด้าน AI ของประเทศ คำถามเรื่อง “ซื้อแพงหรือไม่” เป็นคำถามที่จำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ คำถามที่ควรถามต่อคือ “ซื้อแล้วประเทศเก่งขึ้นจริงหรือไม่”