เอกนิติ รับเรตติ้ง S&P-IMD เป็นการบ้าน เสริมจุดแข็ง กำจัดจุดอ่อน สั่งทบทวนใหม่ ยุทธศาสตร์ Data Center
วันที่ 19 มิ.ย. ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระดับเสถียรภาพ ขณะที่ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากสถาบัน IMD ระบุว่า ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น โดยขยับขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 26 จากราว 70 ประเทศทั่วโลก
โดยระบุว่าประเทศไทยมีจุดแข็งใน 3 ด้าน คือ ความแข็งแกร่งของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ อัตราการว่างงานต่ำ และความเชื่อมั่นในการลงทุน อย่างไรก็ดี จุดอ่อน คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งอยู่ในอันดับต่ำที่ 67 เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราการพึ่งพาพลังงานสูง (Energy Intensity) จนส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนเมษายนที่ผ่านมาพลิกกลับมาขาดดุล จากการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีมูลค่าเกือบ 10% ของจีดีพี
ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก รวมทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และคุณภาพทักษะแรงงานที่ยังไม่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังและรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขผ่านมาตรการต่างๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีการนำเอไอนกกระซิบเข้ามาช่วยเพิ่มทักษะแรงงาน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shaped โดยแบ่งออกเป็น K ขาขึ้น ที่เป็นกลุ่มธุรกิจการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและเอไอ ส่วน K ขาลง ที่มีความน่ากังวล ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชน (กรอ.) นัดแรก ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองประธาน โดยการประชุมจะมีการหารือเกี่ยวกับการแก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งตามที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ให้เรตติ้งไทยไว้
อย่างไรก็ดี การประชุมกรอ.ในครั้งนี้จะมีการเชิญประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อผลักดันนโยบาย Inclusive Growth หรือให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงไปยังเอสเอ็มอีไทย รวมทั้งจัดทำแผนงานโครงการ Quick Big Win ในระยะ 6 เดือน และ 1 ปี และมีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่าจะยกระดับประเทศไทยไปถึงจุดใด
นายเอกนิติ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้าง Growth Story แต่หัวใจสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์จากการเติบโตนั้น กระจายตัวไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง โดยวาระเร่งด่วนที่จะมีการหารือในที่ประชุม กรอ. ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินเพื่อให้เอสเอ็มอี ให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ, ยกระดับศักยภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสู่ระบบทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและมุ่งสู่พลังงานสะอาด ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของบีโอไอ ที่มีเงินให้เปล่า (Grant) แก่เอสเอ็มอี
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วน Local Content ทางกรมบัญชีกลางจะมีการเน้นเรื่องสินค้า Made in Thailand มากขึ้น ซึ่งจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการตรวจสอบ เพื่อสกัดไม่ให้มีการแอบอ้างว่าเป็นสินค้าไทย นอกจากนี้ กระทรวงการคลังมีการเตรียมโครงการมาตรการพี่ช่วยน้อง เพื่อให้พี่ช่วยน้องในการยกระดับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ได้
ขณะเดียวกันในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เแนวทางการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต โดยเฉพาะประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำและไฟฟ้าในประเทศที่อาจไม่เพียงพอรองรับการเติบโตของ Data Center นั่น ในปัจจุบันได้สั่งการให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์เรื่อง Data Center ใหม่ทั้งหมด โดยมองว่าอุตสาหกรรมนี้มีทั้งมุมบวกและมุมลบ
นายเอกนิติ กล่าวว่า มุมบวก คือ รากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการพัฒนาเอไอ การมีฐานข้อมูลอยู่ในประเทศจะช่วยสร้างอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ทำให้คนไทยได้ใช้บริการ Cloud Service ที่รวดเร็วและมีราคาที่ถูกลง แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานและน้ำมหาศาล ยุทธศาสตร์ใหม่ของ BOI จึงต้องวางห่วงโซ่ระบบไม่ให้มาแย่งใช้ทรัพยากรหลักของประชาชน แต่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการดึงผู้ลงทุนมาร่วมเสริมความมั่นคงทางพลังงาน เช่น อาจจะมีการเปิดช่องทาง Direct PPA เพื่อให้ผู้ลงทุน Data Center เข้ามาร่วมลงทุนในพลังงานสะอาดควบคู่กันไปด้วย
นายเอกนิติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญในวันนี้ไม่ได้มุ่งไปที่เป้าหมายทางเศรษฐกิจระยะสั้น หรือตัวเลขจีดีพีของปีนี้ที่คาดหวังให้โตมากกว่า 2% แต่เป้าหมายหลักของรัฐบาล คือ การเสริมจุดแข็งและกำจัดจุดอ่อนของประเทศ โดยในด้านจุดแข็ง คือ ต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ไว้ให้มั่นคง ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งแก้ไขจุดอ่อนสำคัญหลายประการ ได้แก่ ปัญหาการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงจนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยบวกกลับมาติดลบได้ รัฐบาลจึงต้องเร่งผลักดันเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ ยังต้องเร่งแก้ไขจุดอ่อนในเรื่องทักษะของแรงงาน ไปจนถึงการปรับลดความซับซ้อนของกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำหรับการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ปรับมุมมองประเทศไทยให้ดีขึ้นนั้น ถือเป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน แต่เราต้องเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเหล่านั้นให้เป็นการบ้าน เพื่อนำมาพัฒนาประเทศต่อไป



