การประชุมเฟดครั้งแรกของประธานคนใหม่
และนัยต่อตลาดทุน
บทความนี้อ้างอิงจากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจของฝ่ายวิจัย บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เมื่อ 18 มิถุนายน ที่วิเคราะห์ผลการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายน การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นการประชุมแรกของประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ผู้ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทาบทามด้วยตนเอง นอกจากนี้ ผลการประชุมยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการซึ่งส่งผลต่อการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก
เฟดปรับคาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม
ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FFR) ไว้ที่ 3.50-3.75% อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่สำคัญจากการประชุมแสดงให้เห็นว่าเฟดมีความกังวลต่อเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น i) เฟดปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อโดยรวมสำหรับปีนี้เป็น 3.8% (จากเดิม 3.4% ในการประชุมเดือนมีนาคม) และปรับเพิ่มคาดการณ์ Core PCE (ราคาผู้บริโภคขั้นพื้นฐาน) ขึ้นเป็น 3.3% (จากเดิม 2.7%) ii) เฟดปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2569 ลงเป็น 2.2% (จากเดิม 2.4%) แม้ว่าคาดการณ์ GDP ปี 2570 ยังอยู่ที่ระดับ 2.3% iii) อัตราการว่างงานถูกปรับลดลงเป็น 4.3% (จากเดิม 4.4%) สะท้อนตลาดแรงงานที่ยังแข็งแรง การปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจากการประชุมครั้งนี้ส่งผลต่อเนื่องให้คณะกรรมการ FMOC 9 ท่าน (จาก 18 ท่าน) เริ่มปรับมุมมองโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ 1 ครั้ง ขณะเดียวกันประธานเฟดอย่าง Kevin Warsh ไม่ได้ส่งความเห็นไปใน Dot plot เพื่อส่งสัญญาณถึงการคัดค้านต่อการใช้แผนภาพ Dot plot ที่เป็นเครื่องมือสื่อสารถึงแนวโน้มในอนาคตต่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ บล. เคจีไอ ประเมินว่าตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นนี้อ้างอิงจากข้อมูลก่อนหน้าที่ราคาน้ำมัน WTI ปรับลดลงแรงเหลือประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงการประชุมฯ หากราคาน้ำมัน WTI ยังคงอยู่ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์/บาร์เรล อัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของสหรัฐ อาจจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม สถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงมุมมองของเฟดและนักลงทุนต่อเงินเฟ้อในช่วงต่อไป
ยุคใหม่ของการสื่อสาร: ‘ไม่มีส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้า’
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดจากการประชุมครั้งนี้คือการปรับโครงสร้างการทำงานของเฟด Kevin Warsh ได้ประกาศ 5 คณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานของธนาคารกลาง 5 ด้าน ได้แก่ 1) การสื่อสาร: ปรับปรุงวิธีการสื่อสารการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อกำจัด “ภาษาของเฟด” ที่คลุมเครือ 2) งบดุล: ปรับโครงสร้างพอร์ตสินทรัพย์ขนาดใหญ่ของเฟดมูลค่า 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ 3) เครื่องชี้วัด: ทบทวนและปรับปรุงตัวชี้วัดและเครื่องมือที่เฟดใช้ในการวัดเศรษฐกิจ 4) ผลิตภาพและ AI: ศึกษาว่าปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงแรงงานและผลิตภาพอย่างไร และ 5) แบบจำลองเงินเฟ้อ: ออกแบบแบบจำลองใหม่สำหรับการคาดการณ์และจัดการเงินเฟ้อหลังจากพลาดเป้าหมาย 2% เป็นเวลาติดต่อกัน 5 ปี
ที่สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนไปสู่ “ไม่มีสัญญาณชี้นำ” (No Forward Guidance) โดยแถลงการณ์การประชุมเฟดในอนาคตจะไม่มีข้อความที่ชี้นำเกี่ยวกับทิศทางหรือแนวโน้มนโยบายการเงิน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนปรัชญาของ Warsh ที่เชื่อว่าการสื่อสารของเฟดต้องชัดเจน ตรงไปตรงมา และไม่มีการสัญญาณนโยบายการเงินล่วงหน้า
นัยต่อตลาดทุน
ผลการประชุมเฟดล่าสุดส่งสัญญาณสำคัญสองประเด็นไปยังตลาดทุน คือ การปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อและการชี้ให้เห็นว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ สัญญาฟิวเจอร์เฟดฟันด์ (Fed Funds Futures) ปัจจุบันสะท้อนว่านักลงทุนคาดการณ์ถึง 2 ครั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ (คาดว่าจะเป็นเดือนกันยายนและธันวาคม) ซึ่งแสดงให้เห็นการกังวลของตลาดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้น
ความกังวลนี้สร้างความเสี่ยงให้ตลาดหุ้นสหรัฐ โดยดัชนี S&P 500 ขณะนี้มีระดับ CAPE (Cyclical Adjusted PE) ซึ่งเป็นการคำนวณ PE โดยขจัดวัฏจักรเศรษฐกิจและผลของเงินเฟ้อ อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ โดยรองจากเพียงวิกฤตดอทคอมในปี 2543 สิ่งนี้บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นเข้าใกล้ภาวะฟองสบู่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐจนถึงปัจจุบันยังสามารถรักษาแรงหนุนขึ้นได้ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุน 2 ประการ คือ ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่ยังต่ำกว่าในช่วงวิกฤตดอทคอม ส่งผลให้ ECY (Excess CAPE Yield) ซึ่งเป็นส่วนต่างของ Earnings yield ที่คำนวณด้วยส่วนกลับของอัตราส่วน CAPE (แทนที่ PE ตามปกติ) เมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ยังอยู่ในระดับประมาณบวก 1.3% อย่างไรก็ดีจากสถิติในอดีตเมื่อ ECY ลดลงจนถึง 0% หรือเป็นลบ มักจะตามมาด้วยการปรับตัวลงครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น เช่นในวิกฤต The Great Depression (1930) วิกฤตน้ำมัน (1970) และวิกฤตดอทคอม (2543) หากเฟดดำเนินการขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งรวม 0.50% ตามการคาดการณ์ของตลาด ECY จะเข้าใกล้โซนอันตรายนี้ได้อย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดเพียงตลาดสหรัฐเท่านั้น ดัชนี SET index ก็จะประสบความเสี่ยงการปรับตัวลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้น DELTA ซึ่งเป็นตัวนำดัชนีขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด มีมูลค่าตลาดคิดเป็นประมาณ 20% ของดัชนี SET index และเป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มี PE สูงกว่า 100 เท่า จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะรับผลกระทบแรก และนำพาดัชนี SET index ไปสู่การพักฐานได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังคงมีประกายหวังอยู่ที่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างชัดเจนหลังจากการเซ็น MOU สันติภาพระหว่างสหรัฐ กับ อิหร่าน สถานการณ์นี้อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับลดลงตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ทำให้เฟดอาจเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และจึงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ตลาดคาดการณ์ ในสถานการณ์นี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังสามารถหลีกเลี่ยงการปรับตัวลงครั้งใหญ่และรักษาแรงหนุนปัจจุบันได้ต่อเนื่อง ดังนั้น จุดสังเกตการณ์สำคัญในช่วงต่อไปคือ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง หากสามารถยุติสงครามได้จริง ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับที่ต่ำลง ทำให้ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐ และ SET index จะสามารถรักษา Momentum ได้ต่อเนื่อง

