ตรีรัตน์ ไม่เห็นด้วย เอกนัฏ ดึงรายได้ กฟผ. อุ้มค่าไฟ แนะบี้ กฟภ.-กฟน. บวกกำไรแค่ 2-3% ให้ราคาถูกลง
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 69 นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จ่อดึงรายได้หรือกำไรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อนำเงินมาสำรองจ่ายช่วยอุ้มค่าไฟกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน (ประมาณ 15 ล้านครัวเรือน) พร้อมเตรียมเปิดรับซื้อไฟโซลาร์ภาคประชาชน 500 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายนนี้
นายตรีรัตน์กล่าวว่า การดึงรายได้ หรือกำไรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นเหมือนการแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ สิ่งที่รัฐมนตรีต้องทำคือ ต้องไปเจรจาและสั่งให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ให้ลดกำไรตรงกลางลงมา ปัจจุบัน กฟภ.และ กฟน.มีกำไรจากการขายไฟให้ประชาชนปีหนึ่ง หลายหมื่นล้านบาท รายได้ของเขามาจากหยาดเหงื่อและเงินในกระเป๋าของประชาชนที่กำลังลำบาก รัฐต้องสั่งให้เขา บวกกำไรส่วนต่างแค่ 2-3% ก็พอแล้ว เพื่อให้ราคาไฟขายส่งและขายปลีกมันถูกลง โดยไม่ต้องไปดึงเงินใครเลย
“องค์กรเหล่านี้ ควรเป็นองค์กรบริการสาธารณะที่ไม่แสวงหาผลกำไร (non-profit) ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ใช่มาหากินบนส่วนต่างค่าน้ำค่าไฟของประชาชนจนรวยสะดือโบ๋ มีกำไรมหาศาล แล้วค่อยมาทำเท่ บอกว่าจะดึงกำไรมาช่วยประชาชนทีหลัง แบบนั้นก็บิดเบี้ยว และผิดหลักการ” นายตรีรัตน์กล่าว
นายตรีรัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้ แม้ว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง จะเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น และราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของราคาพลังงานในปี 2569 คาดว่าราคาพลังงานในประเทศจะยังคงทรงตัว และจะไม่ถูกลง เนื่องจากประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดรายใหญ่ ได้เริ่มปรับราคาขึ้นค่อนข้างมาก และไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์เหมือนแต่ก่อน ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ยังคงแบกรับภาระหนี้สินค้างจ่ายอีกกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่สะสมมาจากการตรึงราคาค่าแก๊สที่สูงลิ่วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นายตรีรัตน์กล่าวว่า ดังนั้น ต่อให้ราคาแก๊สโลกจะลดลง รัฐบาลก็จำเป็นต้องเอาเงินส่วนต่างไปล้างหนี้ 40,000 ล้านบาทนี้ให้ กฟผ.ก่อนอยู่ดี ทำให้ประชาชนจะยังไม่เห็นทิศทางค่าไฟลดลงในเร็วๆ นี้
นายตรีรัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อพึ่งพาพลังงานของตัวเองให้ได้มากกว่านี้ เพราะตอนนี้อุปสรรคสำคัญคือเรื่องแหล่งเงินทุน และมาตรการการรับซื้อไฟ (Net Billing) ที่เป็นดาวน์เกรดนโยบายจากสมัยยุคลุงตู่ ซึ่งเคยรับซื้อไฟฟ้าจากบ้านพักอาศัยขนาดติดตั้งสูงถึง 10 กิโลวัตต์ แต่มารัฐบาลสมัยนี้กลับมีข้อจำกัดต้องติดตั้งห้ามเกิน 5 กิโลวัตต์เท่านั้น สำหรับบ้านที่ต้องการขายไฟคืนให้การไฟฟ้า
“คำถาม คือ ทำไมต้องจำกัดแค่ 5 กิโลวัตต์ ซึ่งหากบ้านหลังใหญ่กว่านั้น หรือโรงงานอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ใช้ไฟขนาดใหญ่ ซึ่งเขาก็อยากติดและอยากได้สิทธิการขายไฟคืนการไฟฟ้าในวันที่เขาไม่ได้ใช้ไฟ และก็ควรมีประโยชน์การลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกัน” นายตรีรัตน์กล่าว
นายตรีรัตน์กล่าวว่า ในอดีตโรงงานจะติดโซลาร์เซลล์เพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและขอยุ่งยากมากเพราะต้องขอบีโอไอ ถ้าทำให้อุตสาหกรรมติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้ง่ายและลดภาษีได้ การใช้ไฟฟ้ารวมจะประหยัดขึ้น มหาศาล และรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องไปเซ็นสัญญาผูกพันสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม เพราะเอกชนเขาควักเงินลงทุนบนหลังคาตัวเอง รัฐบาลลงทุนระบบไฟน้อยลงด้วยซ้ำ
“ทำไมรัฐบาลไม่ยอมสนับสนุนให้คนติดโซลาร์เซลล์กันทั้งประเทศ ก็เพราะว่าถ้าประชาชนติดโซลาร์เซลล์กันหมด ประชาชนก็ซื้อไฟจากการไฟฟ้าน้อยลง คนที่เสียประโยชน์ก็คือการไฟฟ้า รัฐบาลกลัวการไฟฟ้าเกม เพราะรัฐดันไปเซ็นสัญญาทาสซื้อไฟล่วงหน้าค้างไว้สูงถึง 50,000 เมกะวัตต์ ไฟเลยล้นระบบ สุดท้ายรัฐเลยต้องเตะถ่วงและอุ้มการไฟฟ้าไว้” นายตรีรัตน์กล่าว



