ปลื้ม เรตติ้งIMD-S&P เอกนิตินัด กรอ.ถกครั้งแรก22 มิ.ย.เสริมจุดแข็ง กำจัดจุดอ่อนเพิ่มขีดแข่งขันศก.ไทยอีก4ปี ปกรณ์ลุยแก้กฎหมาย7.6พันฉบับ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงข่าวดีของประเทศไทย หลัง IMD (International Institute for Management Development) ปรับอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้น 4 อันดับ จาก30 เป็น 26 แซงเวียดนาม อยู่อันดับ 27 ขณะที่ S&P (S&P Global Ratings) ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนว่า ต้องขอขอบคุณประชาชนคนไทยที่ให้ความมั่นใจ และความร่วมมือต่อนโยบายรัฐบาลสะท้อนความเชื่อมั่นนานาชาติ ทำให้ศักยภาพไทยยกระดับเพิ่มสูงขึ้น คนมาลงทุน มาใช้ชีวิต และมาท่องเที่ยว ความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนร่วมมือรัฐบาลต่อไป
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า สถาบัน IMD ระบุไทยมีจุดแข็งใน 3 ด้าน คือ ความแข็งแกร่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ อัตราการว่างงานต่ำ และความเชื่อมั่นในการลงทุน อย่างไรก็ดี จุดอ่อน คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานซึ่งอยู่ในอันดับต่ำที่ 67 เนื่องจากพึ่งพาพลังงานสูง จนส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนเมษายนพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีมูลค่าเกือบ 10% ของจีดีพี ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก รวมทั้ง ด้านสาธารณสุข การศึกษา และคุณภาพกับทักษะของแรงงานที่ยังไม่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ส่วนนี้กระทรวงการคลังและรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีการนำเอไอนกกระซิบเข้ามาช่วยเพิ่มทักษะแรงงาน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shaped โดยแบ่งออกเป็น K ขาขึ้น ที่เป็นกลุ่มธุรกิจการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและเอไอ ส่วนK ขาลง ที่มีความน่ากังวล ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชน (กรอ.) นัดแรก ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองประธาน โดยการประชุมจะหารือเกี่ยวกับการแก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งตามที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ให้เรตติ้งไทยไว้ อย่างไรก็ดี การประชุมกรอ.ในครั้งนี้จะมีการเชิญประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อผลักดันนโยบายเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงไปยังเอสเอ็มอีไทย รวมทั้งจัดทำแผนงานโครงการ บิ๊กควิกวิน ในระยะ 6 เดือน และ 1 ปี และมีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่าจะยกระดับประเทศไทยไปถึงจุดใด
นายเอกนิติ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้าง Growth Story แต่หัวใจสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์จากการเติบโตนั้น กระจายตัวไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง โดยวาระเร่งด่วนที่จะมีการหารือในที่ประชุม กรอ. ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินเพื่อให้เอสเอ็มอี ให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ, ยกระดับศักยภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสู่ระบบทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและมุ่งสู่พลังงานสะอาด ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของบีโอไอ ที่มีเงินให้เปล่า แก่เอสเอ็มอี
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วน Local Content ทางกรมบัญชีกลางจะมีการเน้นเรื่องสินค้า Made in Thailand มากขึ้น จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการ Verify สกัดไม่ให้มีการแอบอ้างว่าเป็นสินค้าไทยนอกจากนี้ กระทรวงการคลังมีการเตรียมโครงการมาตรการพี่ช่วยน้อง เพื่อให้พี่ช่วยน้องในการยกระดับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ยุคใหม่ได้ ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กำลังเตรียมปฏิรูปยุทธศาสตร์เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยจะมีการกำหนดเงื่อนไขให้กลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิต ต้องใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบภายในประเทศ ในสัดส่วนที่มากขึ้น
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการประชุมกรอ.ในวันที่ 22 มิ.ย.อาจเพิ่มสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นคณะกรรมการ กรอ. ส่วนกฎหมายที่เป็นอุปสรรคการลงทุนลำดับรองคือ กฎกระทรวงต่างๆ ที่มี 7,600 กว่าฉบับ ซึ่งกฎกระทรวงแต่ละฉบับจะมีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเน้นทำ สิ่งแรกคือ จะทำเรื่องกฎหมายลำดับรองก่อน เป็นควิกวิน ตนได้คุยกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เบื้องต้น และได้มีตั้งคณะกรรมการร่วมกันแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นฝ่ายเลขานุการ โดยจะนำประเด็นที่ส่งมาทั้งหมด ไปวิเคราะห์กันว่า อันไหนเร่งด่วน น่าจะใช้เวลา 2 เดือน จะได้แนวทางที่จะเสนอ กรอ.หรือเสนอ ครม.ต่อไป

