หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยติดหล่ม กั...

ไทยติดหล่ม กับดักรายได้ปานกลาง เสี่ยงพ่ายเวียดนาม ปัญหาเยอะแต่ความสามารถรับมือจำกัด

20.06.26 | 17:23 น.

ไทยติดหล่มกับดักรายได้ปานกลาง เสี่ยงพ่ายเวียดนาม ปัญหาเยอะแต่ความสามารถรับมือจำกัด

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจประเทศไทยมีความน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแง่การปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) เพื่อเดินหน้าสู่ประเทศร่ำรวยมากขึ้น โดยจากการประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ยังคงมีการเติบโตได้บ้าง แต่หากพิจารณาจากรายได้ประชาชาติเบื้องต้นต่อหัว (GNI per capita) ซึ่งสะท้อนความสามารถในการผลิตที่แท้จริงของคนไทย พบว่าระดับการพัฒนาของไทยอยู่ในสภาวะชะงักงันมาตั้งแต่ช่วงปี 2558-2567 และจากการประมาณการพบว่าหากไทยยังล่าช้า อาจจะถูกเวียดนามแซงหน้าในการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเวียดนามมีโอกาสบรรลุเป้าหมายในปี 2592 ขณะที่ไทยอาจต้องรอไปจนถึงปี 2585 หรืออาจล่าช้าไปถึงปี 2613

“จากการวิเคราะห์พลวัตการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังคงมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอินเดีย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ แนวโน้มการเติบโตของไทยที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ จนเกือบจะเข้าสู่สภาวะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเราหยุดรอให้เขาตามทัน โดยด่านสำคัญในการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วมี 2 ระดับ คือ 1.การเติบโตให้ทันกลุ่มประเทศร่ำรวย (Convergence) และ 2.การเติบโตเพื่อแข่งขันให้ได้ ซึ่งในปัจจุบัน ไทยสอบตกทั้งสองเกณฑ์ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่า 0.9% ทำให้หากไม่มีการปรับโครงสร้างใหญ่ ไทยจะไม่มีทางก้าวเป็นประเทศร่ำรวยได้แน่นอน” นายนณริฏ กล่าว

นายนณริฏ กล่าวว่า ชุดความคิดพื้นฐานในสากลที่หากจะพาประเทศมุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งประเทศไทยมีตัวที่เป็นปัญหาอยู่ 8 ข้อจาก 20 ข้อ ได้แก่ 1.วินัยการเงินการคลัง ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณที่เน้นนโยบายประชานิยมจนขาดความระมัดระวัง อาทิ ไทยแลนด์ เอไอ พาสปอร์ต มีประสิทธิภาพได้จริงหรือไม่ 2.การใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องมีประสิทธิภาพ โครงการต่างๆ ของรัฐถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการใช้งานจริง 3.การปฏิรูปภาษี รายได้รัฐที่น้อยไม่เพียงพอต่อการจัดสวัสดิการและแก้ความเหลื่อมล้ำ

นายนณริฏ กล่าวต่อว่า 4.กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะกฎหมายที่ล้าสมัยสร้างต้นทุนให้ภาคธุรกิจสูงถึงหลักแสนล้านบาท 5.ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจที่ลดต่ำลง โดยเฉพาะที่ปรากฏในตลาดทุน 6.ปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึกและเป็นอุปสรรคสำคัญ 7.ตาข่ายทางสังคม ความครอบคลุมสวัสดิการที่ยังไปไม่ถึงแรงงานนอกระบบ และ 8.การแก้ปัญหาความยากจนที่แม่นยำ แต่ข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความคลาดเคลื่อนสูง โดยมีผู้ลงทะเบียนนับสิบล้านคน ขณะที่ตัวเลขคนจนจริงอาจมีเพียง 3-4 ล้านคนเท่านั้น

Advertisement

นายนณริฏ กล่าวว่า ทางออกของประเทศไทยในตอนนี้ ท่ามกลางงบประมาณจำกัด ตามหนี้สาธารณะที่พุ่งใกล้ 70% ทำให้รัฐไม่สามารถช่วยทุกคนได้ จึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) โดยมองว่าควรใช้ทฤษฎีการสร้างสตาร์ หรือใช้ทรัพยากรสร้างคนเก่ง ดันธุรกิจที่โดดเด่นระดับโลกเพียงไม่กี่ราย เหมือนในต่างประเทศที่มีอีลอน มัสก์ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้มหาศาลและรวดเร็วกว่าการรอพัฒนาทุกคนไปพร้อมกัน และจะต้องอุดรูรั่วดุลบริการ เพราะปัจจุบันเงินไหลออกต่างประเทศมหาศาลผ่านผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งแกร็บ อโกด้า เน็ตฟลิกซ์ ซึ่งไทยยังไม่มีธุรกิจเหล่านี้มาสู้ ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยเป็นเพียงนายหน้า ไม่ใช่เจ้าของประเทศ มีหน้าที่ซื้อของจากต่างประเทศ อาทิ จีน มาขายต่อในที่ต่างๆ อย่างตลาดสำเพ็ง แต่เมื่อถูกตัดตัวกลางออกไป มูลค่าเพิ่มก็หายไปหมด เงินจึงไม่หมุนเวียนในระบบ

“ในภาพรวมการแข่งขันระดับโลก ประเทศไทยต้องตั้งรับให้ดี ทั้งจากจีนที่มีประสิทธิภาพน่ากลัวมากจากการพัฒนาที่ก้าวกระโดด อาทิ การสร้างตึก 26 ชั้นเพื่อเลี้ยงหมูปีละ 1 ล้านตัว ซึ่งหากจีนเกิดภาวะการผลิตล้นเกิน (Oversupply) สินค้าเหล่านี้จะไหลทะลักมาสู่ตลาดโลกและกระทบไทยอย่างหนัก ส่วนยุโรปยังคงมุ่งสู่ความยั่งยืน เป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด ไทยต้องปรับตัวให้ทัน รวมถึงการเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของเอไอ ซึ่งเป็นทิศทางที่ธุรกิจไทยต้องเกาะกระแสให้ทัน นำเอไอมาสร้างธุรกิจใหม่ในด้านการดูแลสุขภาพ (เฮลท์แคร์) โรโบติกส์ หรือหุ่นยนต์ และพลังงานสีเขียว เพื่อเป็นทางรอดในอนาคต” นายนณริฏ กล่าว