‘วีระยุทธ’ ชี้ 4 บั๊กใหญ่เศรษฐกิจไทย จี้เลิกเลี้ยงไข้-กลัวตกขบวน แนะเสริมแกร่งซัพพลายเชน
- 4 บั๊กใหญ่ เศรษฐกิจไทย
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดเผยบนเวทีเสวนา “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอด ให้คนไทย” ว่า ภาพรวมและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย หากนโยบายตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วย “ความกลัวตกขบวนเทคโนโลยี” ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ทุนต่างชาติวิ่งผ่านหน้าบ้าน สุดท้ายทำได้แค่ถ่ายรูปเซลฟี่แต่ไม่ได้ขึ้นขบวนไปกำหนดทิศทาง ทั้งนี้ 4 บั๊กใหญ่ (Bugs) ที่ต่อให้รัฐบาลไหนอัดฉีดเงินเข้าไปเท่าไหร่ เงินก็ไม่หมุนและไหลออกนอกประเทศได้
บั๊กแรกคือ การบริโภคกับการผลิตแยกทางกันเดิน จากเดิมที่อัดฉีดเงินแล้วโรงงานไทยจะคึกคัก เกิดการจ้างงาน แต่หลังปี 2565 เป็นต้นมากลายเป็นภาวะนำเข้าทดแทนการผลิต ยิ่งคนใช้เงิน สินค้าต่างประเทศยิ่งทะลักเข้ามาแทนที่
บั๊กสองคือ ส่งออกเยอะแต่ไม่ก้าวหน้า สัดส่วนส่งออกไทยสูงถึง 70% ของ GDP (ขณะที่จีน-ญี่ปุ่นพึ่งพาเพียง 20%) สะท้อนว่าขาเศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอลงเรื่อย ๆ แถมสินค้าที่ส่งออกได้กลับกลายเป็นสินค้าที่ “Low-Tech ลงเรื่อย ๆ เหมือนเราตกชั้นไปเป็นแชมป์ในลีกที่เก่งน้อยลง
บั๊กที่สามคือ FDI มาเยอะแต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่นกรณีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐไทยอุดหนุนฝั่งผู้ซื้อคันละ 1-1.5 แสนบาท ใช้เงินปีละเป็นหมื่นล้าน แต่จัดงบประมาณปี 2569 ไปพัฒนาฝีมือแรงงานเพียง 66 ล้านบาท (มาถึงอุตสาหกรรมยานยนต์จริงแค่ 30 กว่าล้าน) ทำให้เทรนแรงงานเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปเป็น EV ได้แค่คนละ 5 วัน จึงไม่เกิด Ecosystem ในประเทศ
และบั๊กที่สี่คือ อัดงบภาคเกษตรปีละแสนล้านแบบเลี้ยงไข้ มีปัญหาก็ชดเชยราคา เช่น กรณีมาเลเซียแบนกุ้งไทย รัฐบาลก็มักเลือกวิธีคิดเดิม ๆ คือพร้อมจะช่วยจ่ายชดเชยราคากิโลละ 20 บาท หรือจ่ายเงินไร่ละ 1,000-2,000 บาท เอาเงินเข้าไปอุดเฉย ๆ แต่ไม่ได้ทำให้เกษตรกรเก่งขึ้น สัดส่วนประชากรภาคเกษตรไทยจึงยังสูงสวนทางกับรายได้ประเทศ เพราะหลายคนต้องยอมลงทะเบียนเป็นเกษตรกรแช่แข็งตัวเองไว้เพื่อรอรับเงินช่วยเหลือ
- กุ้งไทยถดถอยหลัง 15 ปี
นายวีระยุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้ อุตสาหกรรมกุ้งไทย เมื่อ 15 ปีก่อน ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก แต่ปัจจุบันตกมาอยู่กลางตาราง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2554-2555 จากการแพร่ระบาดของโรคอีเอ็มเอส ที่ทำให้กุ้งตายยกบ่อ ปัญหาคือผ่านมา 15 ปี โรคเดิมก็ยังแก้ไม่ได้ ซึ่งผู้เลี้ยงกุ้งยุคก่อนยังคงใช้วิธีตักน้ำในบ่อมาตวงและวัดสีเทียบตารางเพื่อดูคุณภาพตะกอนแบบเดิมๆ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่ปัจจุบันได้สร้างห้องแล็บ ซื้อชุดทดสอบมาเช็กเชื้อโรคในน้ำอย่างจริงจัง รวมถึงปรับระบบการหมุนเวียนน้ำและสูตรอาหาร ซึ่งทำให้ฟาร์มรอดพ้นจากวิกฤตโรคระบาดได้
“เกษตรความยากคือไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เลี้ยงกุ้งคนละพันธุ์ คนละพื้นที่ คนละน้ำ ก็ต้องปรับคนละแบบ อันนี้แหละคือบทบาทของรัฐที่ควรเป็น ต้องไปไกลกว่าการให้เงินช่วยเหลือ รัฐต้องส่งเสริมพัฒนาทุนมนุษย์ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสินใจ และเปลี่ยนวิธีคิด” นายวีระยุทธ กล่าว
- ชี้ไทยเสริมแกร่งซัพพลายเชน
นายวีระยุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรม ไทยไม่ควรพอใจกับตัวเลขเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบให้ได้ว่าผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนต่างชาติอย่างไร ซึ่งผู้กำหนดนโยบายต้องเข้าใจบริบทของแต่ละอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น ปัญหายอดขายรถกระบะในไทยไม่ได้เกิดจากรถอีวีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงจนกระทบการปล่อยสินเชื่อ จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์เชิงลึกในแต่ละเซกเตอร์ และช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ
“ที่ผ่านมาเราเน้นกระตุ้นด้านดีมานด์หรือฝั่งผู้ซื้อมากเกินไป แต่จากนี้ต้องหันมาเสริมความแข็งแกร่งฝั่งซัพพลายเชนมากขึ้น ซึ่งต้องมีหน่วยงานระดับสูงที่มองเห็นภาพรวมทั้งซัพพลายเชนและทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน อาจต้องเป็นระดับรองนายกรัฐมนตรีหรือระดับนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง” นายวีระยุทธ กล่าว

