หน้าแรก เศรษฐกิจ พิพัฒน์ ดันถน...

พิพัฒน์ ดันถนนเชื่อม 2 ฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน ชู ‘เส้นทางเศรษฐกิจใหม่’ ช่วยร่นเวลา ระยะทาง

22.06.26 | 06:42 น.

‘พิพัฒน์’ โชว์วิชั่น ดันถนนเชื่อม 2 ฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน ชู ‘เส้นทางเศรษฐกิจใหม่’ ช่วยร่นเวลา-ระยะทาง ททท.เชื่อรายได้ไม่ต่ำปี’68 อิหร่านปิดฮอร์มุซ ฉุนยิวโจมตีเลบานอน

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (คค.) เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แนะนำโครงการถนนเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล อันดามันและอ่าวไทย (อ.กะเปอร์ จ.ระนอง-อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี) และการพัฒนาท่าเทียบเรือพุมเรียง ว่า โครงการถนนเชื่อมโยงกะเปอร์-ไชยา สามารถอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด และคือ “เส้นทางเศรษฐกิจใหม่” ของประเทศไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเชื่อมต่ออ่าวไทยและทะเลอันดามันเข้าด้วยกัน ถนนยุทธศาสตร์เส้นนี้จะปลดล็อกศักยภาพการขนส่งโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการสร้างโครงข่ายที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากฝั่งอันดามัน (ระนอง) สามารถเดินทางข้ามฝั่งเพื่อไปสู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง “เกาะสมุย” จ.สุราษฎร์ธานี ได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

นายพิพัฒน์กล่าวว่า โครงการนี้ ประกอบด้วย การขยายถนนเดิมและก่อสร้างถนนใหม่ ระยะทางรวม 47.28 กิโลเมตร (กม.) ช่วยร่นระยะทางได้กว่า 70 กม. และร่นเวลาการเดินทางจาก 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 45 นาที พร้อมบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาโครงข่ายของกรมทางหลวงอีก 3 โครงการ ได้แก่ การขยายไหล่ทางบนทางหลวงหมายเลข 4191, ทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 41 และการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองไชยา เพื่อเสริมประสิทธิภาพการเดินทางสูงสุด ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกระบวนการ ทุกขั้นตอน จะควบคู่ไปกับการศึกษาความเหมาะสมและดูแลสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบที่สุด

นายพิพัฒน์กล่าวว่า พร้อมให้ทุกคนพิสูจน์ว่าตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรบ้าง ตนกล้ารับประกันว่า หากสามารถหาได้ว่าตนมีประโยชน์ทับซ้อนแม้แต่บาทเดียว พร้อมพิจารณาตัวเอง

ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เปิดเผยว่า จากกรณีสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามในเบื้องต้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายตกลงไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน รวมถึงเตรียมเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาเจรจาระยะเวลา 60 วัน ถือเป็นบรรยากาศเชิงบวกมากขึ้นโดยเฉพาะด้านการบินในตะวันออกกลาง และการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ขณะนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงอยู่ระหว่างการปรับตัวเลขคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ใหม่ ซึ่งมีสัญญาณไปในทิศทางที่ดีขึ้นและมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จากข้อมูลของ กก. พบว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน ลดลง ร้อยละ 7.23 จากปีก่อน สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.71 โดยตลาดหลักที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลี ซึ่งจีนยังครองอันดับ 1 ด้านรายได้ แม้จำนวนจะหดตัวแรง ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวน 202.37 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70 สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.69 ส่งผลให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งระบบอยู่ที่ 2,703,335 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.26 หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท ทำให้เป้าหมายของปีนี้ แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังมีความผันผวนอยู่ แต่มั่นใจว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะใกล้เคียงกับปี 2568 ได้

“สถานการณ์ปัจจุบันแม้ตัวเลขภาพรวมการท่องเที่ยวอาจดูต่ำลงเล็กน้อย แต่กำลังดีดตัวกลับมา (Bounce back) ได้บ้างแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง เกาะสมุย ที่พบว่าตัวเลขในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมาชัดเจน เป้าหมายระยะสั้นถึงกลางตอนนี้ ยังคงเป็นการประคองมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวให้ได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยอาศัยตลาดดาวรุ่งอย่างอินเดียและตะวันออกกลางเข้ามาเติมเต็ม” นายสุรศักดิ์ กล่าว

Advertisement

ขณะที่เอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ผู้แทนเจรจาของสหรัฐและอิหร่านเดินทางไปที่สถานที่เจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงยุติสงคราม ขณะที่ปากีสถาน ซึ่งเป็นคนกลาง เปิดเผยว่า การพูดคุยจะเริ่มขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ และมีผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์เข้าร่วมด้วย ขณะเดียวกัน นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางไปถึงสวิตเซอร์แลนด์แล้ว

ล่าสุด กองบัญชาการทหารร่วมของอิหร่านระบุว่า ได้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน โดยถือเป็นการละเมิดพันธกรณีอย่างชัดเจน เนื่องจากภายใต้ข้อตกลงจะต้องมีการยุติการสู้รบในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอนด้วย แต่ นายทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐ กล่าวว่า การเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ และกองกำลังสหรัฐกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรับรองความมั่นคงของการเดินเรือ ทั้งนี้มีเรือพาณิชย์ 55 ลำ เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน โดยขนส่งน้ำมันรวมกว่า 17 ล้านบาร์เรล