
ปูทางใช้หนี้เงินกู้
สำหรับผม การกู้เงินของรัฐบาลในวันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่การใช้เงินกู้นั้นต่างหากที่สำคัญกว่า…
ลองคิดง่ายๆ ว่าเราเอาเงินก้อนนั้นไปทำอะไรที่ได้สร้างความสามารถในการหารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าหนี้ที่เราก่อไว้หรือไม่ ประเทศต่างๆ ที่มองการณ์ไกลก็จะใช้เงินกู้อย่างน้อยมากพอที่จะไปลงทุนสร้างโอกาส และยกระดับความสามารถในการหารายได้ในอนาคตให้กับประเทศ
ตัวความสามารถนี่พวกนักวิชาการเรียกว่า “ผลิตภาพการผลิต” หรือ Productivity ซึ่งวันนี้หลายสำนักใหญ่ๆ ก็บอกว่าอัตราการขยายตัวผลิตภาพการผลิตของไทยขยายตัวช้าลงในช่วงหลัง เช่น การศึกษาของ OECD ที่ระบุว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภาพการผลิตของแรงงานไทยในช่วง 2558-2566 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งลดลงกว่าเท่าตัวในช่วง 2553-2558 ที่มีอัตราการขยายตัวที่ 4.8% และถ้ามองในรูปด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มองผ่านตัวชี้ที่เรียกว่า Total Factor Productivity (TFP) แล้ว
อัตราขยายตัวเฉลี่ยของไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาเท่ากับ “ศูนย์” และในปี 2567 สภาพัฒน์แจงว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจาก TFP ของภาคบริการกว่า 3.07 ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเท่ากับ 0.38 และภาคเกษตรฯ ติดลบ 0.98 สรุปง่ายๆ ก็คือ ภาคบริการมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารได้ดีมาก ในขณะที่ภาคเกษตรฯยังถือว่าไม่มีการพัฒนานวัตกรรมแต่อย่างใด
ส่วนในภาคอุตสาหกรรมนั้นการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียังถือว่าต่ำ ทั้งนี้เป็นเพราะนวัตกรรมยังอยู่กับอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศ (FDI) เป็นส่วนมาก และยังกระจุกในบางพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมทั้งเป็นการเชื่อมทางธุรกิจกับต่างประเทศมากกว่าในประเทศ ทำให้การกระจายนวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ SME ในประเทศน้อยมาก
ดังนั้น การกู้เงิน 400,000 ล้านในครั้งนี้แม้ว่าจะแบ่งมาครึ่งหนึ่งสำหรับโครงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งรัฐบาลก็มีคณะกรรมการคัดเลือกโครงการ ก็อยากให้นึกเสมอว่าเงินนี้เป็นเงินกู้ จะใช้อะไรก็ให้คำนึงถึงว่าจะช่วยสร้างความสามารถในการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นลูกหลานเราจะเจอหลุมกับดักเงินกู้ในอนาคต ดังนั้นการสร้างผลิตภาพการผลิตเป็นหัวใจสำคัญในการคัดเลือกโครงการเหล่านี้ และขอฝากข้อคิดเห็นในการคัดเลือกโครงการเงินกู้ดังนี้
1.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: พัฒนาความรู้เพื่อให้เข้าสู่ยุค AI-driven ให้กับประชาชนในวงกว้างให้มากที่สุด รวมทั้งการเพิ่มความชำนาญเฉพาะด้านในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับกับการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะในขณะที่เราดีใจว่า FDI มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท แต่ของเวียดนามมีมากกว่าเราเกือบ 4 เท่าของเรา แถมยังเป็นบริษัทมหาอำนาจทางอิเล็กทรอนิกส์และ AI หรือจะคิดแบบสิงคโปร์ที่มีโครงการคนละครึ่งสำหรับค่าสมัครแอพพ์ AI เพื่อให้ประชาชนทุกคนพัฒนาเข้าสู่ยุค AI ซึ่งจะสร้างโอกาสและขีดความสามารถในการต่อยอดโอกาสต่างๆ และเพิ่ม Productivity ของทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างมาก แต่บ้านเรายังด่าถกเถียงกันอยู่ในวิธีการทำ
2.การพัฒนาระบบการบริการภาครัฐเพื่อความรวดเร็วและโปร่งใส: ในระบบบริหารของภาครัฐมีความซับซ้อน ยุ่งยาก และใช้เวลา ทั้งหมดนี้เป็นภาระและต้นทุนช่วงโอกาสในการแข่งขันของภาคธุรกิจและต้นทุนต่อประชาชนที่มารับบริการ การพัฒนาระบบบริหารที่เปิดเผยข้อมูล ติดตามและตรวจสอบได้ ลดการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ และต้องมีความโปร่งใส การใช้ลงทุนพัฒนาระบบการบริการของรัฐโดยใช้ดิจิทัลทั้งหมดหรือ AI จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้มาก
3.การยกระดับเทคโนโลยีในภาคการผลิตทุกระดับและทุกมิติ: โครงการประเภทยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจทั้งประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ โดยเฉพาะให้ SME ที่เป็นฐานรากของระบบเศรษฐกิจไทยโดยใช้เทคโนโลยี AI เป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบันและช่วยให้ SME มีโอกาสแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้บ้างและเปิดโอกาสกว้างกว่าในระบบธุรกิจแบบเดิมๆ ที่อำนาจการต่อรองต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ สำหรับผมยังคิดว่าการจัดตั้งสถานที่มีเครื่องจักร อุปกรณ์ ในแต่ละภาคหรือจังหวัด เพื่อให้ SME ได้ออกแบบ ผลิตสินค้าตัวอย่างและทดสอบ เพื่อทดสอบตลาด จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ SME ที่จะเข้าสู่ธุรกิจจริงๆ เพราะจะให้ SME แต่ละรายลงทุนเองในขณะที่ความไม่แน่นอนยังไม่มี จะเรียกว่า Co-working Space หรือ SME Habor เพื่อเป็นท่าเรือที่เตรียมความพร้อมให้ SME ก่อนพาตัวเองออกสู่ทะเล
ฝ่าคลื่นลมของการแข่งขันต่อไป
4.ลงทุนในการหาเครื่องยนต์ใหม่: ความหมายก็คือเราต้องเลือกอุตสาหกรรมใหม่เหมาะกับความชำนาญ ความได้เปรียบ และความต้องการของตลาดในอนาคตประกอบกัน ซึ่งเราเคยเลือกมาแล้วและเดินมาได้นิดนึงพอเปลี่ยนรัฐบาลเราก็เลิกสนใจไปเฉยๆ และปล่อยให้เอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุน ยืนงงๆ จนถึงทุกวันนี้ ผมหวังว่าเราจะลองโฟกัสเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะเป็นพระเอกของเราในอนาคตตามหลักการพื้นฐานที่ว่าไว้ข้างต้น สำหรับผมแล้ว ผมมองที่อุตสาหกรรมอาหารที่เพิ่มมูลค่าผ่านงานวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ วัฒนธรรม และการออกแบบระบบสนับสนุนที่จ๊าบๆ เพราะมองตลอดห่วงโซ่มูลค่าที่เรามีครบ เพียงอาจเพิ่มความสมบูรณ์ด้านความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถภายใต้กรอบ Green Productivity ก็ดูเข้าท่าตามเทรนด์ของโลกและนโยบายรัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนใหม่
ในขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามคัดเลือกโครงการในส่วนครึ่งหนึ่งของเงินกู้สี่แสนล้านเพื่อการพัฒนาเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ที่เหลือก็คือการคัดเลือกโครงการที่จะช่วยสร้าง impact มากพอที่ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญมีความสามารถในการหาเงินมาใช้หนี้ที่กู้ไว้เยอะให้ได้
อย่าทำให้งบส่วนสองแสนล้านส่วนหลังนี้ต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ตกหล่นงานงบประมาณปกติที่หลายหน่วยงานแอบยัดมาเสนอ หรือเอาให้พรรคพวกหาเศษเงินเลยนะครับ!!



