Energy Reform-Eco Solar กรอ.ดันพลังงานสะอาด อัพขีดแข่งขันอุตฯไทย

24.06.26 | 12:48 น.

ในยุคที่โลกเผชิญทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ การผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตของไทยหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (Eco Solar) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลมีนโยบายการส่งเสริมพลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในพอร์ตพลังงานของประเทศ ไปจนถึงการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้พันธกรณีระดับชาติ ที่มุ่งสร้างกรอบกติกาให้เอื้อต่อการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดผ่านมาตรการต่างๆ เช่น 1.การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน รวมถึงมาตรการกระตุ้นการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม 2.การวางกรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ากับโครงข่ายหลัก ลดอุปสรรคด้านการอนุญาตและเวลาในการดำเนินงาน 3.การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) เทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ และเทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และ 4.การส่งเสริมตลาดการเงินสีเขียว (Green Finance) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนเหมาะสมสำหรับโครงการพลังงานสะอาด เป็นต้น

โดย กรอ.เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลกิจการโรงงานและสถานประกอบการ ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงงานอุตสาหกรรมยกระดับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มมูลค่า การแข่งขัน และความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน จากภารกิจดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่า กรอ.มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด การกำกับดูแล และการจัดการแผงโซลาร์เซลล์หลังสิ้นสภาพการใช้งาน … ซึ่งวันนี้ ผมจะฉายภาพให้เห็น 3 ส่วน ดังนี้

⦁1.การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)

เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในอดีต ผู้ประกอบการที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) และติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) ที่มีการใช้เครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 1 เมกะวัตต์ขึ้นไป จัดเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงาน ที่ต้องขอรับใบอนุญาต ร.ง.4 ก่อนเริ่มประกอบกิจการ ซึ่งขั้นตอนการขออนุญาตนั้น ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอและต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ก่อนที่จะส่งเรื่องไปยัง กรอ.เพื่อพิจารณาตรวจสอบ และส่งให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้พิจารณาออกใบอนุญาต ร.ง.4

Advertisement

ต่อมา กรอ.เล็งเห็นว่า การติดตั้ง Solar Rooftop เป็นโอกาสที่ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนพื้นที่บนหลังคาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งยังสามารถลดความร้อนภายในอาคาร ทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับปัจจัยด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากเป็นการติดตั้งบนอาคารที่มีอยู่แล้ว กรอ.จึงส่งเสริมและอำนวยความสะดวกโดยการปลดล็อกการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ออกจากการเป็นโรงงานที่ต้องควบคุมตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2567 เป็นต้นมา

ปัจจุบัน กรอ.พบว่าการติดตั้ง Solar Cell เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้รับความนิยมจากประชาชนสูงขึ้นอย่างมากจากราคาที่สามารถเข้าถึงได้ ขณะที่ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการเป็นฐานการผลิตรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่จากต่างประเทศตามแนวทางความยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของภาคธุรกิจ ทำให้อุตสาหกรรม Solar Cell และการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรอ.จึงยกระดับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในมิติของการลดอุปสรรคด้านการอนุญาตและเวลาในการดำเนินงานไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับการให้บริการในรูปแบบ Fast Pass ดังนี้

1) กรอ.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมศุลกากร สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมกันขับเคลื่อนกลไกการเร่งรัดการลงทุนโครงการที่มีความสำคัญ (Thailand FastPass) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและสร้างประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ ด้วยการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ปรับลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติหรืออนุญาต ส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถเริ่มดำเนินการได้อย่างถูกต้องเร็วขึ้น สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนว่ามีกลไกรองรับ

การให้บริการที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการลงทุนที่เป็นรูปธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ตามเป้าหมายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีความพร้อมและมีประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกการลงทุน ซึ่งกลไกดังกล่าวได้ Kick off และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass

2) DIW FastPass – กรอ.ได้ยกระดับกระบวนการพิจารณาออกใบอนุญาต ร.ง.4 ในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งจาก Solar Farm และ Solar Floating โดยการอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาแบบครบวงจร และเร่งรัดการปรับลดระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตแบบ “เร็วกว่า สะดวกกว่า” ด้วยการนำระบบ e-License มาใช้แบบเต็มรูป

⦁2.การกำกับดูแล

กรอ.ได้ปรับแนวทางการกำกับดูแลโรงงานให้มีความยืดหยุ่นและเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสีเขียว บนหลักการ “เพิ่มแต้มต่อ ถ่างช่องว่างแยกผู้ประกอบการที่ดีและไม่ดีออกจากกัน พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการดีหรือผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมสีเขียวในทุกช่องทาง” ด้วยมาตรการจูงใจ เช่น ระบบการให้คะแนนด้านความยั่งยืน (Sustainability Rating) และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับโรงงานของคนไทยที่ผลิตชิ้นส่วนหรือแผง Solar Cell แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานต่างๆ ในประเทศ รวมถึงโรงงานที่พลังงานสะอาด หรือโรงงานที่สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย ตลอดจนโรงงานที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการแผง Solar Cell ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
(Circular Economy) ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของประเทศไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน

⦁3.การจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์

จากปริมาณการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กรอ.คาดการณ์ว่าซากแผงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทศวรรษหน้า การจัดการซากแผงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เนื่องจากแผงประกอบด้วยวัสดุมีมูลค่า (เช่น ซิลิกอน ทองแดง อะลูมิเนียม เงิน) และวัสดุที่อาจเป็นอันตราย (เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ในบางเทคโนโลยี) กรอ.จึงได้จัดทำโครงการทดสอบการรีไซเคิลซากเซลล์แสงอาทิตย์และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งและกำกับดูแลโรงงานนำร่องในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร โดยการพิจารณานำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) มาประยุกต์ใช้ ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นหลักการด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดให้ผู้ผลิต (เจ้าของแบรนด์และผู้นำเข้า) ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การคัดเลือกวัสดุ การกระจายสินค้า ไปจนถึงการเก็บรวบรวมเพื่อนำกลับไปรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกต้อง หลังผู้บริโภคใช้งานแผงซลาร์เซลล์จนหมดสภาพการใช้งาน

“การผลักดัน Energy Reform โดยเน้น Eco Solar ในภาคอุตสาหกรรมคือโอกาสสำคัญของไทยในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดต้นทุนระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดของรัฐบาลเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญ ขณะที่ กรอ.มีบทบาทเชิงปฏิบัติที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ การปรับปรุงกระบวนงานให้เอื้อการลงทุน การติดตั้ง และการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนภายในโรงงาน จะสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ไทยสามารถก้าวเป็นผู้นำด้านการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพร้อมแข่งขันในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน” นายพรยศกล่าวทิ้งท้าย