หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสซีจี เปิดแ...

เอสซีจี เปิดแผน 3 ระยะ รับโลกผันผวน ชูอาเซียนฐานเศรษฐกิจใหม่ ลั่น ‘อย่ากลัวจีน ให้เปิดแขนรับ’

24.06.26 | 17:50 น.

เอสซีจี เปิดแผน 3 ระยะ รับโลกผันผวน ชูอาเซียนฐานเศรษฐกิจใหม่ ลั่น ‘อย่ากลัวจีน ให้เปิดแขนรับ’

  • อาเซียนกำลังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ เอสซีจี อาคารสำนักงานใหญ่ 1 บางซื่อ นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ กติกาการแข่งขันใหม่ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัว ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้าจีน หากอุตสาหกรรมไทยและอาเซียนไม่เร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อาจเผชิญแรงกดดันเช่นเดียวกับหลายอุตสาหกรรมในยุโรปที่กำลังได้รับผลกระทบจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน


ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจีอ
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมจะเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของราคาพลังงาน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน เงินเฟ้อ และการรุกเข้ามาของผู้ผลิตจีน โดยตอนนี้กติกาการแข่งขันกำลังถูกเขียนใหม่ ความผันผวนไม่ได้เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นบริบทใหม่ของการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็ว มีความยืดหยุ่นสูง ใช้ Robotics และ AI เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างฐานการผลิตระดับภูมิภาค จะมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า อาเซียนกำลังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดเศรษฐกิจอาเซียนปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 4.7% ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีนเพิ่มขึ้นจากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีสัดส่วนเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 70% ของอาเซียน ซึ่งแต่ละประเทศมีจุดแข็งแตกต่างกัน โดยอินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนพลังงาน เวียดนามมีศักยภาพด้านการส่งออก ส่วนไทยมีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมและสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง หากนำจุดแข็งมารวมกันจะช่วยสร้าง ASEAN Scale และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาค 

  • แผน 3 ระยะสร้างการเติบโตธุรกิจ

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า แผนระยะเร่งด่วน ต้องดำเนินการทันที บริษัทฯ จะบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด “ที่ผ่านมาธุรกิจไม่ได้ล้มเพราะขาดทุน แต่ล้มเพราะไม่มีแคช” ปัจจุบันเอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดเพื่อรองรับความผันผวน

Advertisement

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า แผนระยะกลาง เป็นแผนภายในระยะเวลา 2 ปีนี้ (2569-2570) จะเน้นการเชื่อมโยงศักยภาพการดำเนินงานทั่วทั้งภูมิภาคภายใต้แนวคิด ASEAN Scale ผ่านการใช้ Robotics และ AI รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเดินหน้าโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบด้วยก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ประเทศเวียดนาม ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2570 และรับรู้ผลเต็มปีในปี 2571 โดยคาดว่าจะช่วยให้ผลประกอบการเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่ EBITDA ปี 2569 มีแนวโน้มสูงกว่า 55,000 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ทั้งนี้ บริษัทยังศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ระหว่าง GC และ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ เพื่อสร้างขนาดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับภูมิภาค

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า แผนระยะยาว ซึ่งเป็นแผนตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป เอสซีจีมุ่งเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจแห่งอนาคต การลงทุนในพลังงานสะอาด การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “Inclusive Green Growth”

  • อย่ากลัวจีนให้เปิดแขนรับ

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า จีนเป็นทั้งคู่แข่งและพันธมิตรสำคัญ เอสซีจีไม่ได้มองการรุกของจีนในเชิงลบ แต่ต้องการใช้โอกาสจากการที่ผู้ประกอบการจีนกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การร่วมลงทุนกับพันธมิตรไม่ได้จำกัดว่าจะตั้งเฉพาะที่ประเทศไทย แต่สามารถลงทุนในเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือประเทศอื่นในอาเซียนได้ ทั้งนี้ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากจีนในอีก 5 ปีข้างหน้าไม่เกิน 10% จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 2% และประเมินว่าการมีพันธมิตรจีนจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตในช่วง 3 ปีแรกได้ 10-30% ขณะที่ในระยะ 10-20 ปี ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“อย่ากลัวจีน ให้เปิดแขนรับเขา แต่ขออย่างเดียวต้องดีๆ โปร่งใส มีธรรมาภิบาล จีนเทาไม่เอา เอาจีนขาว เราเน้นพันธมิตรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ต้องมีแนวคิดเดียวกับเรา เพราะเราไม่อยากได้พาร์ทเนอร์ที่สร้างปัญหา” นายธรรมศักดิ์ กล่าว

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี
  • ตัวแปรสำคัญของการพลิกโฉมธุรกิจ

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่าง Robotics & AI เป็นตัวแปรสำคัญที่มาเปลี่ยนทุกกระบวนการทางธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การตลาด การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การวิจัยและพัฒนา อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ธุรกิจ แต่คือคนที่ใช้เทคโนโลยี Robotics & AI เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือคนในองค์กรที่พร้อมเรียนรู้ กล้าคิด กล้าทำ ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนได้พัฒนาศักยภาพให้พร้อมรับทุกความท้าทาย ซึ่งเอสซีจีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงมอบโอกาสหลากหลายให้พนักงานปัจจุบันและพนักงานกลุ่มเป้าหมายในอนาคต เช่น การเรียนรู้และใช้งาน AI ตลอดจนทักษะความรู้เพื่อพร้อมรับการเติบโตของธุรกิจร่วมกับจีนและอาเซียน

“การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศธุรกิจ ในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศและภูมิภาคให้เติบโตไปด้วยกัน การสร้างความสามารถการแข่งขันในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทำให้องค์กรของเราแข็งแกร่งขึ้น แต่คือการร่วมสร้างระบบอุตสาหกรรมไทยและอาเซียนให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้ภูมิภาคของเราพร้อมเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในโลกที่ผันผวน” นายธรรมศักดิ์ กล่าว