พิพัฒน์ ชูเทคโนโลยีอุโมงค์ระดับโลก ยันไม่ชะลอโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่หอประชุม 0101 อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง Tunnel Construction and Maintenance Technology เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร
นายพิพัฒน์เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างการคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง ถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคมที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ซึ่งการก่อสร้างอุโมงค์ลอดผ่านภูเขา (เขานาคเกิด) ในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีวิศวกรรมที่ทันสมัย การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด จึงนับเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck ขณะนี้โครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP ของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก แต่กระทรวงคมนาคมไม่ได้ชะลอการดำเนินงาน โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งงานออกแบบและงานวิศวกรรม เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการได้ทันทีเมื่อได้รับการอนุมัติ
นายพิพัฒน์กล่าวยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนกว่า 300 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ใต้แนวทางด่วน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง รวมถึงจะหารือกับสหภาพแรงงานของ กทพ. เพื่อชี้แจงถึงประโยชน์ของโครงการที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายทางพิเศษ และบรรเทาปัญหาการจราจรในระยะยาว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ส่วนประเด็นการขยายอายุสัญญาสัมปทาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของโครงการนั้น กระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการ PPP จะเป็นผู้ศึกษาความเหมาะสมและเสนอรายละเอียดกลับมายังกระทรวงคมนาคม ก่อนนำมาพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง ทั้งในด้านความคุ้มค่า ผลตอบแทนของภาครัฐ และผลประโยชน์ของประชาชน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรม โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ก่อนเสนออนุมัติโครงการในขั้นตอนสุดท้าย



