หอการค้าไทยจีน เชื่อศก.ไทยโตเกิน 2% ได้ไทยช่วยไทยพลัสหนุน เตือนโดนเวียดนามแซง
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาส 3/2569 สำรวจระหว่างวันที่ 12 – 19 มิถุนายน 2569 จำนวน 569 คน พบว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวสูงถึง 2.8% มาจากแรงขับเคลื่อนของการลงทุนภาคเอกชนที่สูงถึง 10.1% การลงทุนดังกล่าวกระจุกตัวในส่วนการลงทุนเครื่องจักรและเครื่องมือ และมีการก่อสร้างที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การลงทุนของภาคเอกชนนี้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมาจากกลางปี 2568 ที่โต 4.5-6.5% จากทำให้ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีน 48.5% มีความมั่นใจแต่ยังมีข้อกังวล ว่าการลงทุนดังกล่าวจะเป็นแรงพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ ขณะที่ 21.3% มีความมั่นใจมากว่า การลงทุนนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง
“จากเดิมคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโต 1.5% แต่เมื่อมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อาจเป็นจุดพลิกเปลี่ยนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ถึง 2% ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ 52.2% มองว่า สามารถเป็นไปได้ ขณะที่ 34.4% ลงความเห็นว่าโอกาสเป็นไปได้แต่ค่อนข้างน้อย” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งของการลงทุน หากพิจารณามูลค่าการขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่าไตรมาส 1/2569 มีการขอการส่งเสริมการลงทุนมากถึง 1.1 ล้านล้านบาท มากกว่าปี 2567 ทั้งปี และเกินครึ่งหนึ่งของปี 2568 ที่มีมูลค่าการของการส่งเสริมการลงทุนที่ 1.85% ล้านล้านบาท การขอการส่งเสริมการลงทุนในต้นปีนี้กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมดิจิตอลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนของโลก ผู้ตอบแบบสำรวจ 49.5% มีความมั่นใจมากว่า การขอการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง แต่ 36% กลับมีความมั่นใจค่อนข้างน้อยว่าการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งจีนยอมรับการเจริญเติบโตที่ช้าลง แต่เป็นการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีภาพการผลิตสูง (High Productivity) และใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจีนจะเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ จากการสำรวจความคิดเห็น 59.5% คิดว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของไทยในภูมิภาค รองลงมาคือมาเลเซีย 22.4% และฟิลิปปินส์ 13.5% เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจากจีนในการผลิตชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่งกลับไปยังประเทศจีน โดยมองว่า ประเทศไทยต้องเร่งจัดการ 3 ด้าน ได้แก่ 1.ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อเอื้อต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 2.แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นของภาครัฐ และ3.การสร้างทัศนคติและบรรยากาศที่ดีกับนักลงทุนจีน เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้น
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐได้เดินทางไปหารือกับประธานาธิบดีจีน เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 9 ปี ถือเป็นความพยายามลดความตึงเครียดระหว่างกัน จึงมองว่า มีสถานการณ์การค้าระหว่างจีนและสหรัฐจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น 47.8% อีกส่วนมองว่า ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม 32.8% โดยการหารือดังกล่าวมีข้อตกลงขั้นเบื้องต้น ได้แก่ 1.ข้อตกลงชั่วคราวเรื่องการค้าและภาษีศุลกากร ช่วงเดือนตุลาคม 2568 ควรจัดทำให้เป็นข้อตกลงถาวร โดยสหรัฐจะลดภาษีศุลกากรให้จีนต่ำกว่า 100% ส่วนจีนจะเลิกข้อจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก และ 2.ข้อตกลงการซื้อขายสินค้าระหว่างสองประเทศ ที่จีนจะซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงานจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น ส่วนสหรัฐจะต้องยอมขายอุปกรณ์ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงให้กับจีน โดยมองว่า ข้อตกลงทั้งสองประการ สามารถนำไปสู่การปฎิบัติได้จริงได้ 48.6% อีกส่วนมองว่า ข้อตกลงซื้อขายสินค้าระหว่างสองประเทศเท่านั้นที่จะเป็นไปได้ 17.9% และอีก 17.5% คาดว่าข้อตกลงทางด้านภาษีเท่านั้นที่จะเป็นไปได้



