หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังเปิด 3 แผ...

คลังเปิด 3 แผน เงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ดันอีวี เคาะ ‘กุลิศ’ นั่งแท่นปธ.คุมโครงการ

27.06.26 | 14:20 น.

คลังเปิด 3 แผน เงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ดันอีวี ลงทุนสถานีชาร์จ เคาะ ‘กุลิศ’ นั่งแท่นประธานคุมโครงการ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ) ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการพิจารณาแผนงานหรือโครงการกลุ่มที่ 2 ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พระราชกำหนดฯ) ให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพิจารณาเสนอแผนงาน/โครงการ ของส่วนราชการและใช้ประกอบการพิจารณากลั่นกรองโครงการต่อไป มีรายละเอียด ดังนี้

วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

นายวินิจ กล่าวว่า สำหรับแผนงานที่ 2.1 เป็นการขับเคลื่อนโครงการที่มุ่งลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต กรอบการพิจารณาแผนงานหรือโครงการจะให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถลดการใช้พลังงานฟอสซิลได้อย่างเป็นรูปธรรมในทันที โดยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ บรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดความเข้มข้นของการใช้พลังงาน และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน

นายวินิจ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง (Self-Consumption) และระบบผลิตไฟฟ้าในระดับชุมชน เช่น Smart Grid หรือ Microgrid รวมถึงการนำเทคโนโลยีและระบบควบคุมอัจฉริยะมาใช้บริหารจัดการพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงขึ้น อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญ คือ แผนงานหรือโครงการต้องสามารถตรวจวัดและพิสูจน์ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจน เพื่อรองรับการพัฒนาคาร์บอนเครดิตในอนาคต พร้อมทั้งต้องเป็นโครงการที่พัฒนาหรือปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับการขยายตัวของการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

นายวินิจ กล่าวว่า สำหรับแผนงานที่ 2.2 มุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานพาหนะพลังงานสะอาดอื่น ๆ พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งกรอบการพิจารณาแผนงานหรือโครงการจะให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนยานพาหนะของภาครัฐ ภาคขนส่งสาธารณะ และภาคประชาชน จากรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือยานพาหนะพลังงานสะอาดรูปแบบอื่น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการลงทุนและติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง มีการใช้เทคโนโลยีของสถานีชาร์จหรือยานพาหนะรองรับการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด

นายวินิจ กล่าวว่า สำหรับแผนงานที่ 2.3 จะมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการอัพสกิลและรีสกิล ให้แก่ประชาชน แรงงาน และผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศสู่ยุคพลังงานสะอาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งนี้ การกำหนดกรอบการพิจารณาและกลั่นกรองแผนงานหรือโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดฯ ในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงาน ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

Advertisement

นายวินิจ กล่าวว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการภายใต้พระราชกำหนดฯ โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ เป็นประธานอนุกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร่วมเป็นอนุกรรมการ

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการมีหน้าที่จัดทำกรอบแนวคิดและแนวทางการพิจารณาโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดฯ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและวงเงินของโครงการภายใต้พระราชกำหนดฯ

นายวินิจ กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเน้นย้ำว่าเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยยึดหลักความจำเป็น ความพร้อม ความคุ้มค่า และผลสัมฤทธิ์ เพื่อให้ทุกโครงการตอบโจทย์การแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง