ชมรมธุรกิจร้านอาหาร แนะ รบ.ทบทวนดึงร้านอาหารที่เสียภาษีให้รัฐ เข้าร่วม ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ช่วง 3 เดือนที่เหลือ
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ถึงโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังคิกออฟมาแล้วเกือบ 1 เดือน ว่า ภาพรวมการใช้จ่ายของประชาชนยังไม่สะท้อนว่ากำลังซื้อฟื้นตัวขึ้น เป็นเพียงการประคองกำลังซื้อ เป็นไปตามที่เคยประเมินไว้ว่า วงเงินสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาทน้อยเกินไป เพียงช่วง 15 วันแรก มีประชาชนใช้สิทธิประมาณ 24 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน 26 ล้านคน เฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 705 บาท ทำให้เหลือวงเงินประมาณ 200 กว่าบาท สำหรับช่วงครึ่งหลังของเดือน
นายสรเทพกล่าวว่า อีก 3 เดือนที่เหลือของโครงการ สถานการณ์การใช้จ่ายน่าจะเหมือนเดือนแรก ที่ช่วง 15 วันแรก ประชาชนจะแห่ออกมาใช้สิทธิ แต่เมื่อเข้าสู่ 15 วันหลัง ส่วนใหญ่จะชะลอการใช้จ่าย บรรยากาศก็จะซบ อาจซบกว่าเดิมด้วยซ้ำ และรอวงเงินของเดือนถัดไป ดังนั้น อีก 3 เดือนที่เหลือ คาดว่าน่าจะเห็นสถานการณ์แบบเดียวกัน
“สรุปว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้เหมือนคนละครึ่งเฟสแรก เป็นแค่การประคองกำลังซื้อของประชาชน ไม่สามารถปั่นกระแสกำลังซื้อให้โตขึ้นมาได้จริง ๆ” นายสรเทพ กล่าว
นายสรเทพกล่าวว่า ทางภาคธุรกิจร้านอาหารเคยขอให้รัฐบาลขยายสิทธิร้านค้าทุกขนาดเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังไม่เห็นท่าทีตอบรับจากภาครัฐ หากรัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและจีดีพีจริง ควรเปิดให้ธุรกิจร้านอาหารเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท อยู่ในระบบภาษีนิติบุคคลและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เข้าคลัง เข้าร่วมโครงการได้ ขณะเดียวกันร้านค้ายอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่อยู่ในระบบแวตเข้าร่วมโครงการได้
“แทนที่จะส่งเสริมคนที่อยู่ในระบบภาษีก่อน กลับเป็นนโยบายผลักให้คนในระบบอยากออกนอกระบบ และคนที่ยังไม่อยู่ในระบบก็ไม่อยากเข้ามา เพราะรู้ว่าถ้ารัฐออกมาตรการประชานิยมก็จะไม่ได้รับสิทธิ ซึ่งหากยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาตรการนี้จะส่งผลกระทบทางสังคม ร้านอาหารจะขาดสภาพคล่อง ลดการจ้างงาน รายได้ภาษีของรัฐจะหายไป สุดท้ายจะกระทบกำลังซื้อจนเศรษฐกิจซบลงอีก” นายสรเทพกล่าว
นายสรเทพกล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติม 2 แนวทาง คือ 1.เปิดโอกาสให้ประชาชนที่รับประทานอาหารในร้านที่อยู่ในระบบภาษีนิติบุคคลและแวต นำใบกำกับภาษีไปใช้ลดหย่อนในปีภาษี 2570 ได้ ไม่เกิน 20,000 บาท และ 2.นำสิทธิที่เหลือจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีผู้ลงทะเบียนจริงประมาณ 26 ล้านสิทธิ ทำให้เหลือสิทธิไม่ได้ถูกใช้ 4 ล้านสิทธิ คิดเป็นงบประมาณประมาณ 16,000 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสนับสนุน 1,000 บาทต่อเดือน ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ) มาปรับในช่วง 3 เดือนที่เหลือ และเปิดให้ร้านอาหารเอสเอ็มอีขนาดเล็ก เข้าร่วมโครงการได้ เชื่อว่าจะช่วยประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าปัจจุบัน

