วราวุธ เร่งไทยหนีสุสานอุตฯ เผย รบ.พัฒนาศก.ฉบับ14-เดินหน้าปฏิรูปกม.กว่า 7,000 ฉบับ
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ ลาน SCBX NEXT TECH สยามพารากอน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : นโยบายความยั่งยืนของไทยอยู่ตรงไหน” งานเสวนา “Sustain Daily Talk 2026” จัดโดย เดลินิวส์ ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “Poly-Crisis” ที่ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ซ้อนทับกับปัญหา “โลกเดือด” (Global Boiling) ส่งผลกระทบเชิงทวีคูณต่อภาคอุตสาหกรรม ทั้งระยะสั้นจากต้นทุนพลังงานและภัยแล้ง-น้ำท่วม ระยะกลางจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และระยะยาวด้านความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรที่จะกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันใหม่ นอกจากนี้ ไทยยังต้องรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTB) ที่เข้มงวดมากขึ้น กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเผชิญความท้าทายจาก AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจ้างงาน
“เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ไม่ใช่ภาระหรือทางเลือกแต่เป็น “ใบเบิกทาง” ของภาคธุรกิจในการเข้าถึง Green Finance และตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่ หากไม่ปรับตัว ไทยมีความเสี่ยงกลายเป็น “สุสานของอุตสาหกรรมตกยุค” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งยกระดับศักยภาพการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง”นายวราวุธกล่าว
นายวราวุธ กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ผลิตภาพแรงงาน (Productivity) ที่ลดลง การลงทุนชะลอตัว และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Super Aged Society) ที่จะเกิดขึ้นไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571-2575) เพื่อยกระดับผลิตภาพ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคและอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ พร้อมเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายกว่า 7,000 ฉบับ ผ่านแนวทาง Regulatory Guillotine เพื่อลดข้อจำกัดและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ “กฎหมายบางฉบับใช้มาตั้งแต่สมัยพ่อผม หรือบางฉบับแก่กว่าพ่อผมอีก เราต้องปลดล็อกกฎหมายที่ล้าสมัยออกไป
นายวราวุธ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ปัจจุบันมีอยู่กว่า 3.3 ล้านราย จ้างงานเกือบ 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 69% ของการจ้างงานทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 1.7 ล้านล้านบาท โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงผ่านโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ต่อยอดความได้เปรียบด้านความมั่นคงทางอาหารของไทย หรือ “น้ำมันบนดิน” ให้ก้าวสู่การเป็น Global Food Security Hub ผ่านการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การเปลี่ยนของเสียเป็นทรัพยากร และการยกระดับธรรมาภิบาลควบคู่การผลิต อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.นโยบายภาครัฐที่ชัดเจน 2.การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และ 3.การพัฒนาทักษะ (Upskill-Reskill) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันภายใต้กติกาเศรษฐกิจโลกใหม่ได้อย่างยั่งยืน


