หน้าแรก เศรษฐกิจ วีระศักดิ์ ชี...

วีระศักดิ์ ชี้ท่องเที่ยวต้องผ่าตัดใหญ่ รื้อโครงสร้าง ยก ศก.ท่องเที่ยวเทียบชั้น ‘คลัง-เกษตร’

29.06.26 | 19:14 น.

วีระศักดิ์ ชี้ท่องเที่ยวต้องผ่าตัดใหญ่ รื้อโครงสร้าง แนะตั้งสำนักงาน ศก.การท่องเที่ยวเทียบชั้นคลัง-เกษตร

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ถึงเวลาของการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่แล้ว โดยประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี เป็นการแยกกระทรวงการท่องเที่ยว และงานด้านกีฬาออกจากกัน และนำงานด้านท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม

โดยมีเป้าหมายเพื่อเดินหน้าสู่การเป็นท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่เน้นคุณค่ามากกว่าจำนวน หรือแวลู่ ทัวริซึ่ม (Value Tourism) เปลี่ยนจากกระทรวงแห่งความฝันสู่การเป็นกระทรวงเชิงยุทธศาสตร์ของจริง โดยมีข้อเสนอสำคัญในการผ่าตัดครั้งนี้คือ การจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว มีฐานะและบทบาทเทียบเท่ากับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการวิเคราะห์ข้อมูล (Econometrics) และกำหนดนโยบายเชิงโครงสร้าง แทนการเน้นเพียงการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ (Event-driven) ที่มักเปลี่ยนไปตามตัวบุคคลสำคัญๆ ในแต่ละช่วงเวลาเพียงเท่านั้น

“โครงสร้างเดิมของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2545 เป็นเหมือนกระทรวงที่เกิดโดยอุบัติเหตุทางทางการเมือง และขาดโครงสร้างด้านเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สวนทางกับนานาชาติกลับมีโมเดลที่ประสบความสำเร็จต่างกัน อาทิ ญี่ปุ่น ที่ผนวกท่องเที่ยวเข้ากับงานคมนาคมและการก่อสร้างเพื่อเน้นความสะดวกและปลอดภัย หรือ เกาหลีใต้ ที่รวมวัฒนธรรม ท่องเที่ยว และกีฬาเข้าด้วยกันเพื่อสร้างซอฟต์พาวเวอร์ในระดับโลก” นายวีระศักดิ์ กล่าว

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การย้ายงานท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลว่าจะทำให้บทบาทลดลง แต่อยู่ที่ความตั้งใจของระบบรัฐในการใช้ข้อมูลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ข้อดีของการไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมคือ การทำให้งานด้านโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ และศาสนสถานต่างๆ สามารถพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ดีขึ้น เพราะกระทรวงวัฒนธรรมมีกรรมสิทธิ์และสิทธิในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้โดยตรง ซึ่งสถานะปัจจุบันของการปรับโครงสร้างกระทรวง ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงาน และต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) จนถึงการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวม 3 วาระ ซึ่งยังมีเวลาในการปรับปรุงและเสนอแนวคิดเชิงนโยบายเพิ่มเติมได้อีก

Advertisement

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการขยายขอบเขตนิยามจากเศรษฐกิจท่องเที่ยว ไปสู่เศรษฐกิจของผู้มาเยือน หรือ Visitor Economy เพื่อให้ครอบคลุมถึงผู้เดินทางทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เข้ามาเพื่อการศึกษา การรักษาพยาบาล (Medical Tourism) หรือแม้แต่กลุ่มความเชื่อความศรัทธา (สายมู) ซึ่งคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายและเป้าหมายที่ชัดเจนกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป โดยยุทธศาสตร์ของการท่องเที่ยวในระยะถัดไป จะต้องเน้นที่คุณภาพนักท่องเที่ยว ไม่ได้วัดเพียงแค่กระเป๋าหนักหรือเบา แต่ดูที่ความตั้งใจในการใช้จ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์และคุณค่า การกระจายตัวที่มุ่งเน้นการเข้าถึงเมืองรองและแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก (Hidden Gems) ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟทางคู่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ทั่วถึง เน้นแนวคิดสะดวก สะอาด ปลอดภัย สำหรับคนทุกสภาพร่างกาย (Universal Design) ตามแบบประเทศท่องเที่ยวสำคัญอย่างญี่ปุ่ญให้ได้

“มีข้อกังวลว่า งานท่องเที่ยวอาจถูกลดบทบาทเมื่อไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม แต่เชื่อว่าหากมีการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่เข้มแข็งและมีการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี (Data Driven) ไม่ว่างานท่องเที่ยวจะอยู่ภายใต้ชื่อกระทรวงใด ก็จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าและลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน” นายวีระศักดิ์ กล่าว

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ไม่ว่างานด้านท่องเที่ยวจะไปสังกัดกระทรวงใด สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือการสร้างโครงสร้างสำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ให้มีบทบาทและสถานะเช่นเดียวกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่หลักในการเป็นศูนย์กลางข้อมูล ทำหน้าที่เก็บหา ซื้อ และวิเคราะห์ข้อมูล (Econometrics) เพื่อใช้ขับเคลื่อนนโยบาย แบ่งปันข้อมูลเผยแพร่ให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพตรงกัน เพื่อลดความขัดแย้งและเสียงรบกวน (Noise) ในอุตสาหกรรม ดูแลซัพพลายเชน เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานของการท่องเที่ยวมีขนาดใหญ่มาก หน่วยงานอื่นจึงไม่มีสมาธิเพียงพอที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การท่องเที่ยวในอนาคต จึงต้องขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล โดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวในอนาคต แทนการพึ่งพาเพียงสถิติในอดีตจากด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงพัฒนาซัพพลายเชนสีเขียว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันระดับโลก โดยเฉพาะตลาดในยุโรปและสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนมากขึ้น หากไทยไม่ปรับตัวอาจเสียโอกาสในการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง