หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เอกชน’ ชี้ ศ...

‘เอกชน’ ชี้ ศก.เปราะบาง-จีดีพีปี 69 โตไม่น่าถึง 2.3% นิยามครึ่งปีหลัง’กลบดินฝังเอสเอ็มอี’

30.06.26 | 06:40 น.

‘เอกชน’ มอง กนง.คงดอกเบี้ย สะท้อนศก.เปราะบาง-จีดีพีปี 69 โตไม่น่าถึง 2.3% นิยามครึ่งปีหลัง กลบดินฝังเอสเอ็มอี

  • กนง.คงดอกเบี้ย สะท้อนศก.เปราะบาง

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘มติชน’ เห็นด้วยและรู้สึกดีใจต่อกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ 7 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งมองว่าทาง กนง. น่าจะเห็นสภาพเศรษฐกิจของบ้านเรายังไม่ฟื้นตัวและยังอยู่ในสภาวะที่เปราะบางมาก โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่เริ่มหายออกจากระบบประมาณ 30% ทั้งในกลุ่มโรงงาน ก่อสร้าง และร้านอาหาร ฉะนั้นการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% เป็นการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับเสถียรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ หากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม อาจทำให้การคงอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ที่ระดับเดิมต่อไป เพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะนี้

นายสรเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำลังรอดูเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อและระบบการเงินภายในประเทศ ขณะเดียวกันยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กนง. จึงต้อง เวสแอนด์ซี ในเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศจากนโยบายของรัฐบาล หรือภาพรวมของสภาพเศรษฐกิจของโลก

  • ชี้จีดีพีปี 69 โตไม่น่าถึง 2.3%

นายสรเทพ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ กนง. ปรับประมาณการเศรษฐกิจที่คาดว่าจีดีพีในปี 2569 จะขยายตัว 2.3% และปี 2570 อยู่ที่ 1.8% ที่จากเดิมคาดการณ์ไว้ 1.5% นั้น มองว่าน่าจะไม่ถึง คาดเต็มที่ไม่เกิน 2% เนื่องจากการคำนวณจีดีพีต้องดูในหลายแง่มุม ทั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย 3 ภาคหลัก ได้แก่ ภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม โดยภาคบริการซึ่งมีสัดส่วนราว 50% ของจีดีพีถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังถูกกดดันจากการท่องเที่ยวที่ลดลงกว่า 30% ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับเป้าหมายปี 2569 จาก 36.5 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคนในปี 2569 รวมไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ค้าส่ง โลจิสติกส์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมแม้ยังได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าในช่วงไตรมาสแรกแต่ยังต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ส่วนภาคเกษตรกรรมแม้มีแรงงานจำนวนมาก แต่ยังถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน

นายสรเทพ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้จีดีพีเติบโตได้คือการบริโภคภาคประชาชน แต่ปัจจุบันกำลังซื้อหายไปประมาณ 30–40% ขณะที่การลงทุนของภาครัฐยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งงบส่วนใหญ่กว่า 70% ใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ จึงแทบไม่เหลืองบมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีปัจจัยลบจากการนำเข้าสินค้าและราคาพลังงานที่สูง ทำให้ดุลการค้าขาดดุลเพิ่มขึ้น ดังนั้น หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ภาคหลักได้ เชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ได้เพียงราว 2% เท่านั้น และอาจจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

  • ครึ่งปีหลังกลบดินฝังเอสเอ็มอี

นายสรเทพ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นิยามได้ว่า เป็น 6 เดือนสุดท้ายของปีที่ “กลบดินฝัง” กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดกลาง เพราะการที่รัฐบาลเชิญเจ้าสัว นักธุรกิจพันล้าน ซึ่งเป็นภาพเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม มองว่าภาครัฐควรเชิญกลุ่มสมาคม ชมรม ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางข้าร่วมด้วย เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ หากเอสเอ็มอีล้มลงจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและฟื้นตัวได้ยาก และอาจทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเหลือเพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ครอบครองแทบทั้งหมด ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และร้านอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล ทั้งนี้ ประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแรงจะต้องมีเอสเอ็มอีที่เข้มแข็ง อาทิ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

นายสรเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้ทำหนังสือถึง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้พิจารณาปรับลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมลงครึ่งหนึ่งทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงสิ้นปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างจำนวนมาก และเพิ่มสภาพคล่องให้แรงงานมีรายได้เหลือสำหรับการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ ยังไม่ได้รับความชัดเจนหรือสัญญาณตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้ภาครัฐเร่งพิจารณามาตรการดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อช่วยประคองภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง