สุวรรณภูมิ แจงปมลูกเรือสาว ขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยืนยันระบบเอกซเรย์สัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องมีมาตรฐาน เน้นตรวจจับวัตถุระเบิด-สารระเบิดเป็นหลัก น้อมรับทุกคำเสนอแนะ
จากกรณีลูกเรือหญิงชาวไทยของสายการบินแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัว ในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ที่เมืองเมลเบิร์น ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ Dame Phyllis Frost Correctional Centre ซึ่งเป็นสถานควบคุมสำหรับผู้ต้องขังหญิงในรัฐวิกตอเรีย ระหว่างรอการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส.ได้เข้าตรวจค้นหอพักของหญิงสาว ผู้ถูกกล่าวหารายดังกล่าว พร้อมสอบปากคำแฟนของผู้ต้องหา เพื่อสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของยาเสพติด และผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้รับฝากยาเสพติดให้ลักลอบนำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันว่าเอกซเรย์สัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง ทำงานตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยระบุดังนี้
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิชี้แจงกรณีพนักงานต้อนรับสายการบินถูกจับกุมคดียาเสพติดที่ออสเตรเลีย ย้ำระบบเอกซเรย์สัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องทำงานตามมาตรฐานความปลอดภัย ชี้การสกัดกั้นยาเสพติดต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลข่าวกรองร่วมทุกภาคส่วน เผยสถิติปี 2568-ปัจจุบัน จับกุมผู้กระทำผิดได้กว่า 23 ราย จำนวนกว่า 200 กิโลกรัม
ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวกรณีลูกเรือสัญชาติไทย ถูกเจ้าหน้าที่ประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวภายหลังตรวจพบยาเสพติดในสัมภาระนั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า สัมภาระของลูกเรือดังกล่าวได้ผ่านการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ตรวจสัมภาระในระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก โดยระบบแสดงผลการตรวจสอบ “ไม่พบวัตถุระเบิดและสารระเบิด” สัมภาระดังกล่าวจึงเข้าสู่กระบวนการลำเลียงสัมภาระขึ้นอากาศยานต่อไป
ทั้งนี้ ระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก เป็นระบบเอกซเรย์ตรวจจับวัตถุระเบิดอัตโนมัติ (Explosive Detection System : EDS) ซึ่งตรวจจับวัตถุระเบิดและสารระเบิดเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภัยคุกคามและการก่อวินาศกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทสภ.ได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มงวด ทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายใต้โครงการสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) ซึ่งประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. กรมศุลกากร กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการสืบสวน ข่าวกรอง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการคัดกรองผู้ต้องสงสัยอย่างเข้มข้น
ทั้งนี้ ทสภ.น้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาศึกษาและพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยและการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางยกระดับมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า–ส่งออกยาเสพติดผ่านท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมา ทสภ.ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติดมีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม โดยในช่วงปี 2568 จนถึงปัจจุบันสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดที่ลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติดผิดกฎหมายผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รวมกว่า 23 ราย ของกลางยาเสพติดรวม 211 กิโลกรัม
ทสภ.ขอยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าอากาศยานไทยให้เป็นที่เชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป


