‘สามารถ’ ถาม ผู้คัดค้านจะต้านได้แค่ไหน เมื่อรัฐบาลเดินหน้า SEC-แลนด์บริดจ์
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง รัฐบาลเดินหน้า SEC – แลนด์บริดจ์ ผู้คัดค้านจะต้านได้แค่ไหน? โดยระบุว่า
เครือข่าย SEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้) ได้มาปักหลักชุมนุมเพื่อคัดค้านร่าง พรบ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์ ถามว่าผู้คัดค้านจะต้านได้แค่ไหน?
ผมขอเรียนไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ และไม่ได้คัดค้านการลงทุนขนาดใหญ่ หากมีโครงการใดที่สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศได้จริง ผมพร้อมสนับสนุน แต่สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของ SEC รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามีความคุ้มค่าจริง
สำหรับร่าง พรบ.SEC ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “กฎหมายแม่บท” รองรับโครงการแลนด์บริดจ์และการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ตอนบนนั้น ผมยิ่งเห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการส่งเสริมการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจการบริหารจัดการพื้นที่ การใช้ที่ดิน และอนาคตของคนในภูมิภาค คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราอยากพัฒนาหรือไม่ แต่คือเราจะพัฒนาอย่างไร พัฒนาเพื่อใคร และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับคนในพื้นที่และประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่
ผมเห็นว่าร่าง พรบ.SEC คือ การสร้าง “EEC (หรือระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) เวอร์ชันภาคใต้” เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ และยกระดับภาคใต้ตอนบนให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของประเทศ โดยให้อำนาจพิเศษและสิทธิประโยชน์การลงทุนสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป เพื่อดึงดูดเงินลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
การชุมนุมของเครือข่าย SEC Watch หน้าทำเนียบรัฐบาลในเวลานี้ ไม่ได้คัดค้านเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้น แต่คัดค้านทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์พร้อมกัน เพราะผู้ชุมนุมเชื่อว่าทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
ประเด็นหลักที่ผู้ชุมนุมหยิบยกขึ้นมา เช่น (1) มองว่า พรบ.SEC เป็น “ประตู” สู่แลนด์บริดจ์ (2) กังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนชายฝั่ง (3) สงสัยความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ และ (4) กังวลเรื่องสิทธิในที่ดิน เขาใช้คำว่า “คนใต้จะกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง” เพื่อสื่อถึงความกังวลเรื่องอำนาจต่อรองระหว่างชุมชนกับทุนขนาดใหญ่
ดังนั้น แก่นของความขัดแย้งในขณะนี้จึงไม่ใช่แค่ “เอาหรือไม่เอาแลนด์บริดจ์” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด ระหว่างการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กับการรักษาฐานเศรษฐกิจเดิม เช่น ประมง การท่องเที่ยว และทรัพยากรธรรมชาติ
ผมขอย้ำอีกครั้งว่า “ผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ แต่ผมยังไม่เห็นข้อมูลเพียงพอว่า ร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์จะสร้างประโยชน์คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ประเทศต้องแบกรับ”
หากรัฐบาลไม่สามารถทำความเข้าใจกับเครือข่าย SEC Watch ได้ โดยต้องมีผลการศึกษาอย่างละเอียด ครอบคลุมทุกมิติมาชี้แจง ก็ยากที่จะเดินหน้าทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะเชิญชวนเอกชนมาลงทุน แต่รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นโครงการที่คุ้มทุนจริง ถามว่าใครจะกล้ามาลงทุน?
ดังนั้น ก่อนจะเดินหน้าโครงการระดับประวัติศาสตร์เช่นนี้ เราควรมีคำตอบที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ขอทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาที่ดีไม่ใช่การรีบเดินหน้า แต่คือการตอบคำถามของประชาชนให้ครบก่อนเดินหน้า”



