หน้าแรก เศรษฐกิจ ตะวันออกกลางป...

ตะวันออกกลางป่วน กดดัชนีผลผลิตอุตฯ พ.ค.69 หดตัว 0.80% สศอ.ชี้เอลนีโญดันความต้องการ ‘แอร์’ พุ่ง

30.06.26 | 15:10 น.

สศอ.เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัว 0.80% ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ลดผลกระทบตะวันออกกลางพยุงอุตฯ คาดเอลนีโญหนุนผลิต-ส่งออกแอร์

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่อาคารสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม ปี 2569 ว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ 101.18 หดตัว 0.80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ขยายตัว 9.72% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน (MoM) ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64% ปัจจัยสำคัญมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว 8.68% จากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอตัว

นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบตลาดส่งออกและต้นทุนการผลิต ประกอบกับอัตราเงิน 2.79% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงจาก 85.3 ในเดือนเมษายน เหลือ 84.7 ในเดือนพฤษภาคม

นายศุภกิจกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเสริมกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเดือนพฤษภาคมมีมูลค่าส่งออก 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.6% และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 26,473 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 เช่นเดียวกัน โดยสินค้าหลักที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 26.8% โทรศัพท์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 30% รวมไปถึง ทองแดง เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม เครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลดผลกระทบตะวันออกกลาง

นายศุภกิจกล่าวว่า ด้านระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ยัง “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง” โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลงจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าระวางเรือที่ยังทรงตัวสูง ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังต้องจับตาภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ชะลอตัวจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อาเซียนยังเผชิญต้นทุนพลังงานสูง อย่างไรก็ตาม การส่งออกของจีนที่ยังขยายตัวได้ สะท้อนสัญญาณการเริ่มฟื้นตัวของการค้าโลก

Advertisement

นายศุภกิจกล่าวว่า ทั้งนี้ ได้วิเคราะห์ผลของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” พบว่า มาตรการดังกล่าวช่วยลดผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาคอุตสาหกรรมได้ โดยก่อนเกิดสงคราม คาดว่า GDP ภาคอุตสาหกรรมปี 2569 จะเติบโต 1.5-2.5% หรือเฉลี่ย 2% แต่หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ผลกระทบจากสงครามจะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงราว 1% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 56,125 ล้านบาท ขณะที่หากมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส แม้สงครามจะยืดเยื้อจะช่วยให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ 1.3% หรือจำกัดผลกระทบเหลือประมาณ 38,000 ล้านบาท และหากสถานการณ์คลี่คลาย จะช่วยให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมเติบโตได้ 1.6% โดยมีผลกระทบเหลือประมาณ 21,000 ล้านบาท

คาดเอลนีโญหนุนผลิต-ส่งออกแอร์

นายศุภกิจกล่าวด้วยว่า สำหรับอุตสาหกรรมที่ส่งผลบวกต่อ MPI ได้แก่ เครื่องจักรอื่นที่ใช้งานทั่วไป ซึ่งขยายตัว 20.01% จากความต้องการเครื่องปรับอากาศ คอนเดนซิ่งยูนิต และคอมเพรสเซอร์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ประกอบกับผู้บริโภคหันมาเลือกใช้เครื่องปรับอากาศรุ่นประหยัดพลังงานมากขึ้น รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม เพิ่มขึ้น 5.33% จากการเร่งผลิตน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเตาเพื่อรักษาระดับสต๊อกเชื้อเพลิง และน้ำตาล เพิ่มขึ้น 20.10% จากการเร่งแปรรูปน้ำตาลดิบเพื่อส่งมอบตามสัญญา หลังฤดูการผลิตมีปริมาณอ้อยเข้าหีบเกือบ 106 ล้านตัน สูงกว่าปีก่อนที่ประมาณ 92 ล้านตัน

นายศุภกิจกล่าวว่า ส่วนอุตสาหกรรมที่ส่งผลลบต่อ MPI ได้แก่ ยานยนต์ หดตัว 8.68% จากรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถกระบะ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อยังเข้มงวด ประกอบกับตลาดส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางและปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ น้ำมันปาล์ม ลดลง 31.13% จากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลงหลังเร่งเก็บเกี่ยวในช่วงก่อนหน้าเพราะฝนทิ้งช่วงและอากาศร้อนจัด ส่วนปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน ลดลง 23.62% จากการชะลอการผลิต เนื่องจากวัตถุดิบได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาแม่ปุ๋ยปรับสูงขึ้น และกำลังซื้อของเกษตรกรอ่อนตัวลง

“สำหรับแนวโน้มเดือนมิถุนายนคาดว่า MPI มีโอกาสทรงตัว อาจปรับลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยยังต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด ขณะที่ปัจจัยบวกสำคัญคือความต้องการเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นจากคลื่นความร้อนในยุโรปและซูเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ จะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความต้องการเครื่องปรับอากาศมากขึ้น เดือนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณแล้วว่าเครื่องปรับอากาศขยายตัวกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน จึงเชื่อว่าระยะต่อไปความต้องการเครื่องปรับอากาศจะเพิ่มขึ้น และจะเป็นแรงสนับสนุนการผลิตและการส่งออกของไทย” นายศุภกิจกล่าว