หน้าแรก เศรษฐกิจ เครดิตไทยผ่าน...

เครดิตไทยผ่านด่านแรก แต่เกมจริงอยู่ที่ Fitch

1.07.26 | 12:59 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศไทยได้รับข่าวดีนั่นคือ Moody’s และ S&P ได้ประเมินให้ประเทศไทยผ่านเกณฑ์และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ในระดับที่น่าลงทุน

สร้างความปลื้มใจให้กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยระบุว่า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและเสถียรภาพด้านการคลัง ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

“ทั้ง Moody’s และ S&P ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการแก้ไขปัญหากฎระเบียบ อย่างการเดินหน้า Thailand Fast Pass เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้ คือบางเรื่องเราไม่ต้องใช้เงินเลย เราปลดล็อกก็ขับเคลื่อนไปได้” เอกนิติเน้นย้ำ

ด้านมุมมองจากหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ให้ความเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับสัญญาณเชิงบวกด้านอันดับเครดิตจาก Moody’s และ S&P ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ไทย “ผ่านการประเมิน” ได้ในระยะสั้น แต่อยู่ที่คำถามว่า ความเชื่อมั่นจะยั่งยืนหรือไม่

เพราะแม้ความกังวลด้านลบจะลดลง เศรษฐกิจไทยถูกมองว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงตั้งหลัก (Stabilisation phase) ความเชื่อมั่นของตลาดเริ่มฟื้นตัวได้ แต่โจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ โดยเฉพาะในมิติของศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว และความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่ต่างชาติกำลังประเมินไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า “ภาพประเทศดูดีขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยสามารถทำให้ภาพดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่” การประเมินของ Fitch ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จึงจะเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศไทย และแนวโน้มต้นทุนการเงินประเทศในช่วงข้างหน้า

Advertisement

สัญญาณบวกมีจริง แต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนของอันดับเครดิตไทยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 ไทยได้รับสัญญาณเชิงบวกด้านอันดับเครดิต โดย Moody’s ปรับมุมมองจาก “Negative” เป็น “Stable” และคงอันดับที่ Baa1 จากการประเมินว่า ผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐต่ำกว่าคาด ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และแรงส่งการลงทุนในประเทศกลับมา

เห็นได้จากตัวเลขการอนุมัติสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI สะท้อนว่าความเสี่ยงในระยะสั้น ทั้งจากภายนอกและการเมืองคลี่คลายลง ขณะที่ S&P คงอันดับไทยไว้ที่ BBB+ พร้อมมุมมอง “Stable” โดยเน้นปัจจัยความต่อเนื่องของนโยบาย เสถียรภาพด้านต่างประเทศ และความน่าเชื่อถือของกรอบนโยบายมหภาค ในระยะปานกลาง S&P มองทิศทางเศรษฐกิจไทยดีขึ้นกลับไปที่ราว 2.5% ขาดดุลการคลังลดลงเหลือไม่ถึง 3% ของ GDP และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องเฉลี่ยราว 2% ของ GDP

พัฒนาการดังกล่าวช่วยลดความกังวลในระยะสั้น และฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้บางส่วน โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงหลักของไทย เช่น ผลกระทบจากสงครามการค้าและการใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้แตกต่างจากประเทศในกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข่าวดีนี้อาจยังไม่ใช่ตอนจบ เพราะช่วงครึ่งหลังของปีคือจังหวะที่จะเริ่มสะท้อนผลของนโยบายและต้นทุนนโยบายที่ตามมา ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนจากการฟื้นของความเชื่อมั่นไปสู่การพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของนโยบายอย่างแท้จริง

โดย Moody’s และ S&P เน้นความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นและความต่อเนื่องของนโยบายค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่ Fitch กำลังประเมินไทยอาจแตกต่างออกไป เพราะที่ผ่านมากรอบการพิจารณาของ Fitch ให้น้ำหนักกับความยั่งยืนทางการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะในระยะกลางค่อนข้างมาก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวหรือไม่ แต่คือ “ไทยสามารถปฏิรูปการคลังทำให้หนี้สาธารณะเข้าสู่เสถียรภาพ และรักษาวินัยการคลังได้จริงหรือไม่”

ระยะข้างหน้า การประเมินเครดิตของไทยกำลังเปลี่ยนจากการมอง “ผลลัพธ์ระยะสั้น” ไปสู่การประเมิน “ความเชื่อถือได้ของทิศทางในอนาคต” หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ตลาดกำลังประเมินไทย จะไม่ใช่แค่ Policy announcement แต่คือ Policy execution ที่ทำได้จริง

โดยความเชื่อมั่นอันดับเครดิตจะปรับดีขึ้น จากความน่าเชื่อถือของนโยบายศักยภาพเศรษฐกิจและการปฏิรูปการคลังควบคู่กัน ดังนั้นความท้าทายของไทยในช่วงเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่การมีชุดนโยบาย แต่คือการบริหาร “Trade-off” ของนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาวที่ซับซ้อนมากขึ้น

ในด้านหนึ่ง นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็นเพื่อพยุงการเติบโตและลดผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายระยะยาวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้ แต่อีกด้านหนึ่ง การเพิ่มการใช้จ่ายและก่อหนี้กลับเพิ่มแรงกดดันต่อความยั่งยืนทางการคลัง หากยังไม่เห็นผลการปฏิรูปรายได้เกิดขึ้นชัดเจน

ผลลัพธ์คือ ชุดนโยบายเดียวกันนี้กำลังสร้างทั้ง “แรงขับเคลื่อนการเติบโต” และ “ความเสี่ยงด้านเครดิต” สิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดไม่ได้มองเพียงตัวเลขในปัจจุบัน แต่กำลังประเมินว่า ประเทศไทยสามารถบริหารความขัดแย้งนี้ได้หรือไม่และมองว่าเป็น “Policy credibility” ในสายตาของนักลงทุน

หากเครดิตประเทศเปลี่ยน ต้นทุนการเงินทั้งระบบจะถูกตั้งราคาใหม่ การเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิตไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาล แต่ส่งผ่านไปทั้งระบบผ่านกลไก “การตั้งราคาความเสี่ยงใหม่” เมื่อความเชื่อมั่นด้านการคลังอ่อนลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับสูงขึ้น Credit spread ของเอกชนกว้างขึ้น และท้ายที่สุดจะสะท้อนไปสู่ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน

ทั้งนี้ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า การถูกปรับลดอันดับเครดิต โดยเฉพาะการหลุดจาก Investment grade จะสามารถกดดันต้นทุนการกู้ยืมให้เพิ่มขึ้นได้มากกว่า 1% ในระยะสั้น สะท้อนการปรับ “Risk premium” ของทั้งประเทศ และในทางปฏิบัติ ผลกระทบนี้จะไม่ได้หยุดอยู่ในตลาดทุน แต่จะถูกส่งผ่านต่อไปยังเศรษฐกิจจริงผ่านการลงทุนที่ชะลอลง การจ้างงานที่อ่อนแรง และชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ ได้

กรณีของสหรัฐ หลังถูก Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตในช่วงต้นปีนี้เหลือ Aa1 (จากเดิม Aaa) ตามหลัง 2 รายใหญ่ที่ปรับลดไปก่อนหน้าแล้ว มีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐปรับสูงขึ้น และส่งผ่านต่อไปยังอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ เช่น Mortgage และ Credit card ขณะที่กรณีของอินโดนีเซีย Sell-off ในช่วงเดือน มิ.ย. สะท้อนความเสี่ยงอีกมิติหนึ่งให้เห็น แม้ว่าประเทศจะไม่ได้ถูก Downgrade แต่การถูกตั้งคำถามต่อ “ความน่าเชื่อถือของนโยบาย” อย่างต่อเนื่อง ก็สามารถกดดัน Sentiment ของนักลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกและต้นทุนการกู้ยืมให้สูงขึ้นได้แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของเครดิตประเทศจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนมุมมอง แต่คือการเปลี่ยน “ราคาของต้นทุนเงินทั้งระบบ” ซึ่งค่อยๆ ส่งผ่านตลาดการเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริงในระยะถัดไปแม้ว่าประเทศไทยอาจผ่านช่วงฟื้นตัวของความเชื่อมั่นในสายตา Moody’s และ S&P มาได้แล้ว แต่คำถามสำคัญยังคงเดิม ความเชื่อมั่นนี้เพียงพอและยั่งยืนหรือไม่ ในบริบทนี้ การประเมินของ Fitch จึงไม่ใช่เพียงอีกมุมมองต่ออันดับเครดิต แต่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ไทยสามารถเปลี่ยน “ความเชื่อมั่นระยะสั้น” ให้กลายเป็น “ความน่าเชื่อถือระยะยาว” และช่วย “ลดต้นทุนการเงินของประเทศ” ได้หรือไม่ในระยะข้างหน้า

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศกำลังถูกตัดสินไม่ใช่เพียงอันดับความน่าเชื่อถือ แต่คือ ‘ราคาของเงินทั้งประเทศ’ ที่จะถูกกำหนดใหม่ในระยะข้างหน้า