หน้าแรก เศรษฐกิจ ไชยชนก ชู พ.ร...

ไชยชนก ชู พ.ร.ฎ. เชื่อมข้อมูล สกัดสแกมเมอร์ เผย 4 เดือนเสียหายลด 74%

1.07.26 | 09:29 น.

ไชยชนก ชู พ.ร.ฎ. เชื่อมข้อมูล สกัดสแกมเมอร์ เผย 4 เดือนเสียหายลด 74%

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้วนั้น (เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569) จะช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ในส่วนของข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชั่น การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงออนไลน์

นายไชยชนกกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงดีอี ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ 5 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่มีความเกี่ยวโยงกับ “สแกมเมอร์” ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 4 เพื่อใช้ในการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย ธนาคาร

ทั้งนี้ จากการบูรณาการข้อมูลร่วมระหว่าง 5 หน่วยงานข้างต้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มูลค่าความเสียหายจาก “สแกมเมอร์” ลดลง โดยสถิติมูลค่าความเสียหายในเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 530 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่มีจำนวนประมาณ 2,111 ล้านบาท โดยลดลง 1,581 ล้านบาท หรือประมาณ 74.89 % ภายใน 4 เดือน

“เมื่อ พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ มีผลบังคับใช้ จะเป็นกลไกสำคัญทำให้กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ได้ อาทิ ข้อมูลด้านศุลกากร กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ ซึ่งช่วยยกระดับการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดมูลค่าความเสียหาย และสามารถติดตามเงินคืนให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ขณะเดียวกันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐยังช่วยยกระดับการให้บริการภาครัฐ การกำหนดนโยบายสวัสดิการตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายไชยชนกกล่าว

Advertisement