หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยช่วยไทยเดื...

ไทยช่วยไทยเดือนแรก เงินสะพัด 4.3 หมื่นล้าน กกร.คงจีดีพี 1.6-2.0%

2.07.26 | 06:20 น.

ไทยช่วยไทยเดือนแรก เงินสะพัด 4.3 หมื่นล้าน กกร.คงจีดีพี 1.6-2.0%

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) พบข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 18,406.84 ล้านบาท ประกอบด้วย การใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 17,959.20 ล้านบาท ใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) 447.64 ล้านบาท ส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 24,811.55 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 24,260.80 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 550.75 ล้านบาท ร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วรวม 1,073,146 ร้านค้า แบ่งเป็น ร้านค้าเดิม 880,390 ร้าน ร้านค้าใหม่ 192,756 ร้าน ร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงภายใต้โครงการมี 1,035,299 ร้านค้า

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าใหม่อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,566 ร้าน ร้านค้าอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) 98,704 ร้าน แบ่งเป็น ร้านค้าเดิม 96,764 ร้าน และร้านค้าใหม่ 1,940 ร้าน ภายใต้โครงการมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมแล้ว 26,040,623 ราย ในจำนวนนี้มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้ว 25,686,181 ราย ยังคงไม่ได้ใช้สิทธิ 354,442 ราย ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท จำนวน 12,413,108 ราย ทำให้มีผู้ใช้สิทธิไม่ครบวงเงิน 13,627,515 ราย วงเงินที่ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการสาธารณะที่กำหนด ในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน จำนวน 4 เดือน มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย จากจำนวนดังกล่าวพบว่าข้อมูลวันที่ 30 มิถุนายน มีวงเงินรัฐร่วมจ่าย 24,811.55 ล้านบาท ส่งผลให้เหลือวงเงินต้องส่งกลับ 1,229.07 ล้านบาท

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ประธานแถลงการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2569 ไว้ที่ 1.6-2.0% เหมือนเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้ภาคส่งออกยังมีทิศทางเติบโต 8-10% อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.0% แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีลักษณะเคเชป (K-shaped Recovery) หรือการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแรงงานจำนวนมากยังคงไม่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการเติบโต ทำให้ตัวเลขการส่งออกและจีดีพีปรับตัวดีขึ้น ยังไม่สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก จึงต้องเร่งสร้างการเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนจากต่างประเทศกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงการส่งเสริม Regional Value Content เพื่อให้การเติบโตส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ของคนไทยมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงด้านพลังงานเริ่มคลี่คลาย หลังราคาน้ำมันดิบปรับลดจากระดับประมาณ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือประมาณ 68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระดับน้ำมันสำรองของประเทศสมาชิก OECD ยังอยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ราคาพลังงานปรับลดลงได้จำกัด