หน้าแรก เศรษฐกิจ สรท.ขยับเป้าส...

สรท.ขยับเป้าส่งออกปี69 โต 8-10% ลุ้นตรึงดอก1% คุมค่าเงิน34บาท จี้รัฐออกเกณฑ์สกัดสินค้านำเข้าทะลัก

3.07.26 | 13:43 น.

สรท.ขยับเป้าส่งออกปี69 โต 8-10% ลุ้นตรึงดอก1% คุมค่าเงิน34บาท จี้รัฐออกเกณฑ์สกัดสินค้านำเข้าทะลัก

 

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ปรับประมาณการการส่งออกทั้งปี 2569 เติบโตได้อย่างน้อยในอัตราที่ 8-10 % และมีมูลค่าประมาณ 3.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมคาดการณ์ไว้ 2-5% เนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการเร่งนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญมากพอสมควร และมองว่าครึ่งหลังปีนี้มีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง ผลจากการส่งออกภาคอุตสาหกรรมยังดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นส่วนหนึ่งให้การส่งออก 5 เดือนแรกส่งออกไทยยังโตได้ 17% ซึ่งหาก 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ไม่มีปัจจัยกดดันที่รุนแรงเพิ่มจากปัจจุบัน ทั้งจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการใช้มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ มีโอกาสที่จะขยายตัวสองหลัก จากปี 2568 ที่ขยายตัว 12.9% จากการขยายตัวของสินค้าอุตสาหกรรม 17.9% และสินค้าเกษตรติดลบ 0.4%

นายธนากร กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้ ได้แก่ ปัจจัยภายใน ประกอบด้วย 1. ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ทั้งด้านวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงาน 2. ค่าไฟฟ้ายังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการลงทุน 3. ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 4. การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อทำให้ SMEs ยังเข้าถึงเงินทุนได้ยาก 5. ผลผลิตการเกษตร ผลกระทบจาก Super El Nino ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบและต้นทุนสินค้าเกษตรและอาหารสูงขึ้น

สำหรับปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเทรนด์การค้าโลก ยังอยู่ในระดับชะลอตัว และอุปสงค์นำเข้าของแต่ละภูมิภาคฟื้นตัวแตกต่างกัน 2.ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ความเชื่อมั่นทางการค้า และค่าระวางเรือ 3. ราคาพลังงาน ที่ผันผวนในตลาดโลกที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ภาคการผลิต และการขนส่งระหว่างประเทศ 4. ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งผลต่อค่าเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และสภาพคล่องของเศรษฐกิจโลก

นายธนากร กล่าวว่า สรท. มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย 1. ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตและกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เร่งแก้ไข/ยกเลิก กฎระเบียบซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐที่เป็นต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น

Advertisement

2. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันและกำไรของผู้ส่งออก ผู้ส่งออกเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% ตลอดปี2569 ดูแลภาวะเงินเฟ้อ และรักษาเสถียรภาพค่าบาทช่วง 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเงินบาทอ่อนจะส่งผลดีต่อสินค้าเกษตร

3. ส่งเสริมการใช้ Supply Chain Local Content เพิ่ม Value added และในประเทศมากขึ้น จากการลงทุน FDI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ไตรมาส1/2569 เป็นเงินกว่า 9.6 แสนล้านบาท) ประกอบกับความเข้มข้นของเกณฑ์ RVC (Regional Value Content) สำหรับสินค้าส่งไปสหรัฐฯ ที่ต้องคำนึงเรื่องของการกำหนดสัดส่วนการใช้ Local Content เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้น

4. กำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม กรณีสินค้านำเข้าทะลักเข้ามาในประเทศ อาจต้องมีแนวทางกดดันกลุ่มสินค้าดังกล่าว ทั้งในเรื่องของมาตรการทางภาษี และ/หรือ กำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าให้สูงหรือเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมในประเทศโดยตรง

” สรท.จะการผลักดันให้หน่วยงานรัฐ เพิ่มการเข้มงวดและบังคับใช้เกณฑ์ Local Content สินค้าสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ และต่างชาติใช้ไทยเป็นฐานการผลิต กำลังเป็นห่วงคนไทยเริ่มบริโภคหรือใช้จ่ายกับสินค้าสำเร็จรูปนำเข้ามากขึ้น ในระยะยาวจะกระทบต่อการผลิต การค้า รายได้ และความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจของรายย่อยและเอสเอ็มอีไทย เป็นเรื่องซีเรียสของอุตสาหกรรมในประเทศตอนนี้ แม้วันนี้เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากส่งออกดี แต่อาจเป็นภาพไม่ดีในอนาคต หากปล่อยให้สินค้าและทุนต่างชาติเข้ามา โดยที่ไม่ได้เข้มงวดของการใช้วัตถุดิบในประเทศ หรือออกเกณฑ์การทะลักของสินค้านำเข้า เรื่องนี้สรท.จะมีการเข้าหารือกับหน่วยงานและเสนอให้กกร.(คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน) ร่วมผลักดันต่อรัฐบาลต่อไป ”

นายธนากร กล่าวว่า 5. บรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์และราคาพลังงาน ดังนี้ 1.โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากขนส่งสินค้าทางทะเล จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในท่าเรือและค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 2.บริหารจัดการต้นทุนโครงสร้างพลังงานในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการและภาคประชาชนมากจนไป 3.เร่งรัดแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังคงเป็นคอขวด คือ ความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง และคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ส่งออกเห็นว่าควรจัดสรรเงินกู้ 2 แสนล้านบาทของรัฐบา]ในการพัฒนาระบบพื้นฐานและโลจิสติกส์