สภาเหล็กอาเซียน แนะไทยทบทวนใช้เหล็ก IF งานก่อสร้าง หวั่นตึกถล่มซ้ำรอยแผ่นดินไหว!
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron and Steel Council: AISC) ออกแถลงการณ์ถึงความกังวลต่อการใช้เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) ในการผลิตเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง ว่า การผลิตเหล็กมีผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ความทนทาน และความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทบทวนการใช้เหล็กจากเตา IF หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นและแนวรอยเลื่อน เนื่องจากคุณภาพของเหล็กเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถของโครงสร้างในการรองรับแรงสั่นสะเทือนและภัยพิบัติต่างๆ
สภาเหล็กฯ กล่าวว่า กระบวนการผลิตเหล็กก่อสร้างหลักมี 3 รูปแบบ ได้แก่ ได้แก่ BF/BOF (เตาถลุงเหล็กและเตาเบสิกออกซิเจน), EAF (เตาอาร์กไฟฟ้า) และ IF (เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า) โดย BF/BOF และ EAF มีกระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ (Refining stages) เพื่อกำจัดสารมลทินที่เป็นอันตราย ขณะที่เตา IF ไม่มีขั้นตอนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ ทำให้ค่า K4 สูงกว่ากระบวนการแบบ EAF หรือ BOF ถึง 4-5 เท่า สะท้อนให้เห็นถึง เหล็กที่มีความสะอาดต่ำและมีสิ่งเจือปนในเนื้อเหล็กสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ความมั่นคงแข็งแรง และไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในโครงสร้างที่สำคัญ

สภาเหล็กฯ ระบุว่า แม้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF บางส่วนจะผ่านมาตรฐานด้านองค์ประกอบทางเคมีที่แต่ละประเทศกำหนด แต่การทดสอบเพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าการมีระดับสิ่งเจือปน (inclusions) ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ถึง 1. ลดความเหนียว และความต้านทานความล้า 2. เพิ่มความเปราะ และ 3. อาจบั่นทอนสมรรถนะของโครงสร้างที่สำคัญของสิ่งก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเมื่อหลาย 10 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีการใช้เตา IF ผลิตเหล็กก่อสร้างในเชิงพาณิชย์ จึงอาจยังไม่สามารถตรวจจับหรือประเมินความเสี่ยงจากกระบวนการผลิตได้อย่างเพียงพอ
สภาเหล็กฯ เปิดเผยว่า หลายประเทศได้เพิ่มความเข้มงวดต่อการใช้เหล็กจากเตา IF สำหรับงานก่อสร้าง เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัยและคุณภาพ โดยประเทศจีนสั่งห้ามใช้เตา IF ผลิตเหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้างเด็ดขาดตั้งแต่ปี 2560 และกำหนดให้เหล็กก่อสร้างผลิตได้เฉพาะจากกระบวนการ BF/BOF และ EAF ส่วนประเทศอินเดียไม่อนุญาตให้ใช้เหล็กจากเตา IF สำหรับงานโครงสร้าง สำหรับประเทศในอาเซียน เวียดนามมีแผนทยอยลดการใช้เตา IF ตามนโยบายปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต ขณะที่มาเลเซียจำกัดการเพิ่มกำลังการผลิตเตา IF สำหรับเหล็กก่อสร้างตั้งแต่ปี 2560 ส่วนฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างผลักดันมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น และสิงคโปร์มีแนวทางจัดซื้อจัดจ้างที่สนับสนุนการใช้เหล็กจากกระบวนการ BOF/ EAF สำหรับงานก่อสร้าง

สภาเหล็กฯ กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในภูมิภาค รวมถึงแผ่นดินไหวในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย และเหตุการณ์อาคารถล่มที่เป็นอันตรายถึงชีวิตในประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้ซึ่งเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในเมียนมา แม้ว่าประเทศในอาเซียนหลายแห่งจะอยู่นอกเขตวงแหวนแห่งไฟ (Pacific Ring of Fire) แต่การศึกษาและการประเมินทางธรณีวิทยาได้ระบุถึงแนวรอยเลื่อนในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวที่ไม่สามารถมองข้ามได้
“ประเทศในอาเซียนไม่สามารถรอให้เกิดโศกนาฏกรรมด้านความปลอดภัยอีกแล้วจึงค่อยดำเนินการป้องกัน หน่วยงานระดับภูมิภาคควรเสริมสร้างกฎหมายควบคุมอาคารและมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในความมั่นคง แข็งแรงและความปลอดภัยของโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ” สภาเหล็กฯ กล่าว
สภาเหล็กฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ ความกังวลด้านความปลอดภัยและคุณภาพ จึงขอเสนอให้ประเทศในอาเซียนพิจารณานำข้อเสนอ ดังนี้ 1. ประเมินความเหมาะสมของการใช้ IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง 2. จำกัดการใช้เหล็กจากเตา IF ไว้เฉพาะงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก 3. หากจะอนุญาตให้ใช้เหล็กจาก IF สำหรับงานทั่วไป จะต้องจัดการกับข้อกังวลด้านคุณภาพ และ 4. ทยอยยกเลิกการใช้เตา IF สำหรับการใช้งานในการก่อสร้างในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
“การไม่ดำเนินการ อาจส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของการผลิตเหล็กคุณภาพต่ำและเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การดำเนินนโยบายเชิงรุกในวันนี้ จะสามารถป้องกันความเสียหายของโครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง ปกป้องความปลอดภัยของสาธารณะ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนได้” สภาเหล็กฯ กล่าว


