หน้าแรก เศรษฐกิจ เกียรตินาคินภ...

เกียรตินาคินภัทร ปรับจีดีพีขึ้นคาดโตแตะ 2.1% รับสหรัฐ-อิหร่านจับมือกันชั่วคราว

3.07.26 | 15:47 น.
เกียรตินาคินภัทร
เกียรตินาคินภัทร

เกียรตินาคินภัทร ปรับจีดีพีขึ้นคาดโตแตะ 2.1% รับสหรัฐ-อิหร่านจับมือกันชั่วคราว

เกียรตินาคินภัทร – เคเคพี รีเสิร์ช (KKP Research) โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นจากระดับ 1.9% เป็น 2.1% หลังจากสหรัฐและอิหร่านลงนามในสัญญาหยุดยิงเพื่อเจรจาประเด็นอาวุธนิวเคลียร์อย่างน้อยไปถึงเดือนสิงหาคมนี้ แม้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน แต่ความกังวลและราคาน้ำมันในครึ่งปีหลังได้ปรับลดลงทันที โดยคาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 92.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงมีแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนทั่วโลกในด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

สำหรับการส่งผลเชิงบวกมายังเศรษฐกิจไทย ประเมินว่าจะเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ 1.ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากความสงบชั่วคราว การลดระดับความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจการบินโลกส่งผลดีต่อการเดินทาง โดยปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ขึ้นจาก 31.8 ล้านคน เป็น 32.7 ล้านคน แม้ยังหดตัว 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง แต่คาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 1.56 ล้านล้านบาท และในปี 2570 จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 34.1 ล้านคน เป็น 34.9 ล้านคน

2.ราคาน้ำมันลดลง ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่การส่งผ่านไปยังการบริโภคภาคเอกชนยังคงจำกัด เนื่องจากสถานะทางการเงินของครัวเรือนที่ตึงตัว เม็ดเงินที่ประหยัดได้ส่วนใหญ่จะถูกนำไปชำระหนี้มากกว่าการสร้างอุปสงค์ใหม่ ประกอบกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น

และ 3.ดีมานด์เอไอหนุนการส่งออกในบางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี แต่อุตสาหกรรมดั้งเดิมอื่น อาทิ ยานยนต์ ปิโตรเคมี และเฟอร์นิเจอร์ ยังคงเผชิญปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ภาพรวมการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ยากแม้ตัวเลขการส่งออกจะดูดีขึ้น

Advertisement

ทั้งนี้ ประเมินว่าราคาน้ำมันปลีกในประเทศอาจไม่ลดลงเท่ากับตลาดโลก เนื่องจากต้องนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยภาระหนี้เดิมประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทรงตัวอยู่ที่ 32–33 บาทต่อลิตร และต้องใช้เวลาจนถึงต้นปี 2571 กว่ากองทุนน้ำมันจะสะสางยอดหนี้ได้ทั้งหมด โดยราคาน้ำมันที่ลดลงในครั้งนี้ทำหน้าที่หลักในการลดความเสี่ยงไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปกว่าเดิม มากกว่าจะเป็นกลไกผลักดันการเติบโตอย่างเต็มที่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงถูกกดดันด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ภาระหนี้ครัวเรือน และโครงสร้างประชากร

ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะยังคงขาดดุลในปี 2569 แม้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันจะลดลง เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ รายได้ภาคบริการที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 และการนำเข้าสินค้าทุนที่สูงขึ้นตามกระแสการลงทุนด้านเอไอ ด้านภาวะเงินเฟ้อ คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ 2.4% จากเดิมคาด 3% ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวลง

ภายใต้สถานการณ์นี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ไปอีกอย่างน้อย 12 เดือนข้างหน้า โดยอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้หากเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาด หรือส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลกเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงการปรับลดดอกเบี้ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เป็นไปได้หากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกผ่านจุดสูงสุด และแรงกดดันต่อค่าเงินในภูมิภาคผ่อนคลายลง