พณ. ออกหนังสือชี้แจงมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามปัญหาตัวแทนอำพราง (นอมินี)
วันที่ 4 กรกฎาคม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกข่าวชี้แจง กรณีตามที่ปรากฎการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกลุ่มทุนชาวต่างชาติที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย บิดเบือนกลไกตลาด และสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต
โดยในเอกสาร ชี้แจงข้อเท็จจริง ว่า ‘นอมินี’ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและสะสมมาอย่างยาวนานในสังคมไทย หากดูจากสถิตินิติบุคคล กลุ่มเสี่ยงนอมินี (ต่างชาติลงทุน 0.01 – 49.99%) ปี 2541 มีจำนวน 523 ราย ปี 2551 จำนวน 2,041 ราย ปี 2561 จำนวน 5,143 ราย ปี 2568 จำนวน 11,746 ราย (ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมียอดสะสม 119,297 ราย ข้อมูล ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2569) โดยระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงลดลง 65% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการที่รัฐบาลนี้ และตลอดระยะเวลาที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญและจริงจังต่อการป้องกันและปราบปรามนอมินี ส่งผลให้การจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเห็นผลเป็นรูปธรรม
โดยข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกุล)
“ให้กระทรวงพาณิชย์เข้มงวด กวดขัน กับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหานอมินี รวมทั้งให้พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว”
กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมลงนาม MOU กับ 23 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี เป็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามนอมินี ผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อป้องกันการนำนิติบุคคลไปใช้ในการมิชอบ หรือประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย โดยเน้นที่ 3 ภารกิจหลัก คือ 1) บูรณาการฐานข้อมูล 2) เฝ้าระวัง-ดำเนินคดี 3) สร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วน
แต่อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังมาก่อนหน้าแล้ว โดยกระทรวงพาณิชย์ยกระดับการจดทะเบียนธุรกิจ เน้นที่การคัดกรองก่อนการจดทะเบียนบริษัท โดยได้บังคับใช้มาตรการตรวจสอบเข้มงวดกับนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติร่วมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง จำนวน 5 ฉบับ และออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง จำนวน 2 ฉบับ เพื่อป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ส่งผลให้จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ลดลงอย่างชัดเจน โดยหลังจากประกาศ 5 คำสั่ง 2 ประกาศ มีผลบังคับใช้ จำนวนกลุ่มเสี่ยงนิติบุคคลนอมินีลดลง 51.05% (1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2568 กลุ่มเสี่ยง 3,618 บริษัท และ 1 ม.ค. – 31 มี.ค 2569 กลุ่มเสี่ยงลดลงเหลือ 1,771 บริษัท) และเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มมาตรการให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนธุรกิจต้องยืนยันการลงทุน ส่งผลให้จำนวนกลุ่มเสี่ยงนิติบุคคลลดลง 65.22% (1 ม.ค. – 31 พ.ค. 2568 กลุ่มเสี่ยง 2,102 บริษัท และ 1 ม.ค. – 31 พ.ค 2569 กลุ่มเสี่ยงลดลงเหลือ 731 บริษัท) ทั้งนี้ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมออกมาตรการเข้มเพิ่มเติม (ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องสร้างสมดุลในการดูแลอำนวย ความสะดวกให้แก่นักลงทุนชาวต่างชาติที่สุจริตและดำเนินการตามกฎหมาย) เพื่อให้ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีอีก 35% ที่เหลือหมดสิ้นไป ซึ่งจะส่งผลให้การป้องกันนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปราบปรามบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีรายเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งข้อมูลซึ่งได้คัดกรองและตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน เช่น กรมสรรพากร ส่งดำเนินการตรวจสอบภาษี 14,800 ราย กรมที่ดิน ตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ 17,556 ราย ชุดเฉพาะกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเชิงลึก 2,713 ราย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ดำเนินคดีตามกฎหมายกับนิติบุคคลที่เข้าข่ายกระทำผิด 2,257 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีพิเศษ 2,236 ราย เป็นต้น
ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (1 ต.ค. 2568 – 23 มิ.ย. 2569) จำนวน 35 พื้นที่ รวม 11 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตาก และ กรุงเทพมหานคร) โดยประเภทธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีที่เน้นตรวจสอบ ได้แก่ สำนักงานบัญชี สำนักงานกฎหมาย วิลล่า ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจต่างด้าว/นายหน้า ธุรกิจค้าเหล็ก ธุรกิจท่องเที่ยว/นำเที่ยว Co-Working Space โรงงานอุตสาหกรรม ล้งมะพร้าว และธุรกิจร้านอาหาร
ข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2569 มีนิติบุคคลคงอยู่ 1,002,685 ราย แบ่งเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด 200,100 ราย บริษัทจำกัด 801,070 ราย (จำนวนนี้มีต่างชาติร่วมทุน 0.01 – 49.99% จำนวน 119,297 ราย) และบริษัทมหาชนจำกัด 1,515 ราย
อดีตที่ผ่านมาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังเท่าที่ควร นอมินีจึงกลายเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน จนทำให้ปัจจุบันมีบริษัทกลุ่มเสี่ยง นอมินีสะสมหลักแสนราย จนมาถึงรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ปีงบประมาณ 2569 : 1 ตุลาคม – ปัจจุบัน) ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจัง จึงมีการนำเสนอข่าวการป้องกันเพื่อไม่ให้บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีเกิดขึ้นเพิ่มเติมได้อีก และการปราบปรามนอมินีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง
การแก้ไขปัญหานอมินีจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และไม่สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายได้เพียงลำพัง ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการลงทุนของชาวต่างชาติโดยสุจริต นำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนอมินี ยุคปัจจุบันมีพัฒนาการใช้วิธีการที่แนบเนียนปิดบังเจ้าหน้าที่รัฐในการลงพื้นที่ตรวจสอบ การจะปราบปรามธุรกิจ นอมินีต้องอาศัยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นกรอง ติดตาม เฝ้าระวัง ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบการใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยจะดำเนินการมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้โครงสร้างนิติบุคคลอำพรางการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งเป็นการตัดวงจรนอมินีที่เป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนานของประเทศไทย


