นักวิชาการย้ำถึงเวลาปฏิรูป 4 เสาหลักศก.ไทย แนะปั้นเมกะโปรเจ็กต์ใหม่เสริมโครงสร้างพื้นฐาน
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร็วที่สุด โดยเสนอให้แบ่งเป็น 4 เสาหลักเศรษฐกิจตามเทรนด์โลก (Demand-side Strategy) แทนที่จะมุ่งเน้นโครงการขนาดใหญ่แบบเดิม ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เดต้า เซ็นเตอร์ โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการดึงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องทำ Localization หรือการทำให้คนไทยและธุรกิจไทยมีความสามารถพอที่จะเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของเทคโนโลยีระดับโลกนี้ได้ สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด (BCG & EV) จำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อยกระดับการแข่งขันในเวทีโลก โดยเฉพาะยุโรปที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนสูงมาก
นายนณริฏ กล่าวว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) ถือเป็นความสำคัญที่รัฐบาลต้องลงทุนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม รับมือกับช่วงน้ำแล้ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตรที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเกษตร และอาหาร ทั้งยังต้องเริ่มทำวิจัยและพัฒนาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามระยะยาว อาทิ ปัญหากรุงเทพฯ จมน้ำ หรือการเกิดน้ำท่วมซ้ำซากได้แล้ว รวมถึงสังคมสูงวัยและศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) เน้นเทคโนโลยีการดูแลผู้สูงอายุที่เข้าถึงได้ อาทิ หุ่นยนต์ดูแลจิตใจ หรืออุปกรณ์ช่วยเดิน เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือเมดิเคิล ทัวริซึ่ม ที่ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างดี
นายนณริฏ กล่าวว่า จากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่อาจไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง หากไม่มีอุปสงค์รองรับ ทั้งโครงการแลนด์บริดจ์ที่คาดว่าจะพับไปก่อน รวมถึงรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอาจล่าช้ากว่ากำหนดมากนั้น มองว่า สาเหตุหลักๆ มาจากโครงการเหล่านี้อยู่ในฝั่งอุปทานที่ยังขาดความชัดเจนเรื่องผู้ใช้งานจริง ยังไม่มีนักลงทุนเข้ามาดำเนินการ ทำให้การเชื่อมโยงขาดความสมบูรณ์ ทำให้ต่อจากนี้รัฐบาลต้องเน้นทำโครงการขนาดใหญ่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นโครงการเน้นอุปสงค์หรือมีความต้องการใช้จริงรองรับไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม
นายนณริฏ กล่าวต่อว่า ต้องมีขนาดใหญ่เหมือนเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็ก ที่เคยพูดถึงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ให้ยกโครงการนี้กลับมาอีกครั้ง เป็นการเสนอแนวทางในการดำเนินเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลในอนาคต ที่ต้องไม่ใช่แนวคิดแบบสร้างไว้ก่อนเพื่อรองรับและหวังว่าจะมีคนมาใช้ แต่ต้องเริ่มจากความต้องการใช้ที่มีอยู่จริงก่อนเป็นอันดับแรก อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัย สิ่งแวดล้อม เอไอ แทนการลงทุนมหาศาลในโครงการที่ยังไม่มีผู้ใช้งานที่แน่นอน
นายนณริฏ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ เศรษฐกิจไม่หมุนเวียนไปถึงระดับฐานราก สะท้อนจากภาวะที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังจากสหรัฐและอิหร่านทำข้อตกลงพักรบกันชั่วคราว ทำให้มีการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยขึ้นจากเดิม 1.6% เป็นระดับ 2.1 – 2.2% แม้จีดีพีจะขึ้นแต่เงินมักไหลไปสู่กลุ่มผู้ที่มีฐานะดีอยู่แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มจะออมหรือใช้หนี้มากกว่าการใช้จ่าย รวมถึงไหลออกนอกประเทศเนื่องจากคนไทยนิยมใช้สินค้านำเข้า ซึ่งเป็นสายการผลิตที่สั้น ทำให้เงินกระจายไปไม่ถึงทุกคน
นายนณริฏ กล่าวว่า รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างการเชื่อมโยง เลิกเน้นเพียงมาตรการฉาบฉวยระยะสั้น หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติกระจายสู่ธุรกิจรายย่อยและแรงงานไทย ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบน้ำและไฟฟ้าที่มั่นคง รวมถึงการลดกฎระเบียบที่ยุ่งยาก เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง
“การเติบโตของเศรษฐกิจในตอนนี้ มาจากการดึงเงินอนาคต และปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ทั้งแรงหนุนจากภาครัฐ ที่รัฐบาลนำเงินในอนาคตมาใช้ผ่านโครงการแจกเงิน 4 แสนล้านบาท และผลจากการที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายเร็วขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อลดลง ราคาสินค้าและพลังงานมีแนวโน้มถูกลง แต่ตัวเลขที่ดูดีในไตรมาสแรกส่วนหนึ่งเกิดจาก Front Load หรือการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การจัดสัมมนา และมาตรการอีวี ที่ทำให้คนเร่งซื้อรถก่อนหมดเขต ซึ่งอาจส่งผลให้เม็ดเงินในช่วงปลายปีแผ่วลงได้ จึงต้องเตรียมรับมือไว้” นายนณริฏ กล่าว

