ศก.เสพติดสเตียรอยด์ ‘ผยง’ แนะปลุกกำลังซื้อ อัพสกิล-ยืดเวลาคนทำงาน 5-10 ปี แจงแบงก์ไม่ปล่อยกู้
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า กรณีภาคอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) อยู่ในระดับสูงนั้น มาจากสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องมองภาพรวมของโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่มองแค่เฉพาะมิติของการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดตอนนี้คือ กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจ ภาคธนาคารมีหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจผ่านการให้สินเชื่อ แต่ไม่ได้มีหน้าที่สร้างภาระหนี้เพิ่มให้แก่ประชาชน ทำให้ทุกครั้งพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ธนาคารจะต้องประเมินความสามารถการผ่อนชำระของผู้กู้ก่อนเป็นอันดับแรก หากเห็นว่าจะเป็นการก่อหนี้เกินกำลังก็ไม่ควรอนุมัติให้ไป ธนาคารอยากอนุมัติสินเชื่อแน่นอน แต่การอนุมัติสินเชื่อต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยกู้เกินกำลังของผู้กู้ เพราะวันนี้รายได้ของประชาชนลดลง ธุรกิจจำนวนมากได้รับผลกระทบ รายได้ที่เหลือสำหรับผ่อนชำระหนี้ก็น้อยลง ประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) จำนวนแรงงานลดลง คนรุ่นใหม่จะสร้างครอบครัวก็ลดลง ส่งผลให้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ (New Demand) ลดลง อีกทั้งพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ยังเปลี่ยนแปลงจากอดีต หลายคนเลือกเช่าที่อยู่อาศัยมากกว่าการซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ เนื่องจากต้องการความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตและการทำงาน
นายผยงกล่าวว่า สิ่งต้องพิจารณาควบคู่กันคือการสร้างโอกาสให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น อาทิ การยกระดับศักยภาพแรงงาน การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถทำงานได้นานขึ้นอีก 5-10 ปี และการสร้างรายได้มั่นคง ไม่ใช่การผลักดันให้เกิดการก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระ ภาคอสังหาริมทรัพย์เห็นยอดพรีเซล (Presale) ลดลง เป็นผลโดยตรงจากอุปสงค์ชะลอตัว เมื่อความต้องการซื้อไม่เติบโต ผู้ประกอบการย่อมชะลอการเปิดโครงการใหม่ ถือเป็นกลไกปกติของตลาด ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงขึ้น ทั้งราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนทางการเงิน ส่งผลให้ทั้งฝั่งผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ และสถาบันการเงิน ต่างก็ต้องปรับตัว ธนาคารยังคงให้ความร่วมมือในการประคับประคองลูกค้า อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้หรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ การเปิดโครงการใหม่จะระมัดระวังมากขึ้น ในการประเมินว่ากลุ่มเป้าหมายคือใครมีกำลังซื้อหรือไม่ สมัยก่อนมีกำลังซื้อแฝงอันหนึ่ง วันนี้ลดหายไป จากการเข้มงวดของธุรกิจไม่พึงประสงค์ของเราในการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยจะได้ดีมานด์มีเสถียรภาพและยั่งยืน เป็นสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจประสงค์อย่างไร ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาลึกขึ้นต่อเนื่อง
นายผยงกล่าวต่อว่า ภาครัฐมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส เชื่อมโยงกับระบบ ถุงเงิน เพื่อสร้างข้อมูลธุรกรรมหรือ Statement เทียบเท่า สะท้อนรายรับ-รายจ่าย ช่วยให้ผู้อยู่นอกระบบสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้ เป็นเพียงการบูรณาการ คือไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ให้ถาวรได้ ประเทศไทยจึงยังเป็นเศรษฐกิจเสพติดยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เราต้องยกระดับกล้ามเนื้อ ยกระดับระบบกระแสเลือด เหมือนกับร่างกายเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกรณีภาครัฐขยายเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายเวลามาตรการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (แอลทีวี) ออกไปอีก 1 ปีนั้น คาดว่าน่าจะช่วยประคับประคองตลาดได้ระดับหนึ่ง เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเอื้อต่อผู้กำลังตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย แต่ไม่ใช่เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ เพราะเครื่องยนต์สำคัญคือ รายได้ของประชาชน ปัจจุบันธนาคารต้องบริหารความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) แม้ตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (แอลพีเอ็น) ยังอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่สิ่งน่ากังวลคือลูกหนี้กลุ่มเริ่มมีสัญญาณอ่อนแอ (Stage 2) เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าพอร์ตสินเชื่อยังมีความเปราะบางอยู่พอสมควร

