หน้าแรก เศรษฐกิจ ซาโบเตน ผ่าคว...

ซาโบเตน ผ่าความท้าทายยุคเศรษฐกิจฝืด พลิกโฉมสาขา เดอะ พรอมานาด ปักธงต้นแบบร้านโฉมใหม่

6.07.26 | 16:22 น.

ซาโบเตน ผ่าความท้าทายยุคเศรษฐกิจฝืด เปิดสาขาใหม่ เดอะ พรอมานาด ปักธงต้นแบบร้านโฉมใหม่ ตั้งเป้าขยาย 10 สาขาใน 3 ปี รับตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยุคใหม่

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินหน้ารุกธุรกิจร้านอาหารเต็มกำลัง ด้วยการเปิดให้บริการ Saboten (ซาโบเตน) สาขาเดอะ พรอมานาด พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ Refresh Brand ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ และวางเป้าหมายขยายสาขาเพิ่ม 10 สาขาภายใน 3 ปี เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย

นายอภิเศรษฐ กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยจะชะลอตัว โดยจำนวนร้านลดลงประมาณ 2% จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้น ประกอบกับค่าเงินเยนที่อ่อนตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่นด้วยตนเอง ทำให้ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยสูงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์การรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังมีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะร้านอาหารเฉพาะทาง (Specialty Restaurant) ที่มีจุดขายชัดเจน มีมาตรฐาน และสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคได้

นายอภิเศรษฐ เผยว่า Saboten ถือเป็นหนึ่งในเชนร้านทงคัตสึที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1966 ที่ย่านชินจูกุ และสั่งสมความเชี่ยวชาญด้านทงคัตสึมายาวนานกว่า 60 ปี ปัจจุบันมีมากกว่า 600 สาขา ใน 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย แคนาดา จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า และฟิลิปปินส์

Advertisement

นายอภิเศรษฐเผยว่า สำหรับประเทศไทย Saboten เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) บริษัท โซจิทสึ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท กรีน เฮ้าส์ ฟู้ดส์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2551 และดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมากว่า 18 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ เดอะ พรอมานาด เซ็นทรัล พระราม 9 เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เทอร์มินอล 21 พระราม 3 เซ็นทรัล พัทยา และเจพาร์ค ศรีราชา

“จุดเด่นของเราคือ เนื้อหมูคุณภาพจากเบรทาโก และ แป้งปังโกะ ที่เป็นสูตรพิเศษของ Saboten ที่ต่อให้สั่งแบบกลับบ้านเปิดกินป้งก็ไม่อมน้ำมัน สีไม่คล้ำลง ยี่ห้ออื่นเอาหมูกลับไปกินที่บ้านอาจจะเริ่มเลี่ยน แต่ของเราจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะเราพัฒนาสูตรขนมปังพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันเรายังรักษาความอร่อยเอาไว้ได้ นี่คือสิ่งที่เราแตกต่างจากเจ้าอื่น” นายอภิเศรษฐกล่าว

ตลอดระยะเวลา 18 ปี Saboten เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกร้านทงคัตสึเชนในประเทศไทย และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดด้วยแนวคิด “เติมฟรีไม่อั้น” ทั้งข้าว ซุป กะหล่ำปลีฝอย และชาเขียว ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้บริโภคจดจำ พร้อมยึดมั่นในมาตรฐานคุณภาพระดับพรีเมียม ทั้งการคัดสรรเนื้อหมูคุณภาพสูงผ่านกระบวนการบ่ม (Aging) ซอสทงคัตสึสูตรต้นตำรับจากญี่ปุ่น งาขาวและงาดำคั่วให้ลูกค้าบดเอง รวมถึงการควบคุมมาตรฐานการปรุงอาหารโดยทีมเชฟที่ได้รับการถ่ายทอดเทคนิคจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้รสชาติคงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

นายอภิเศรษฐกล่าวว่า แต่ตั้งแต่เปิดมา ผลประกอบการไม่มีขาดทุนเลย ผู้ถือหุ้นได้ปันผลกันไปถ้วนหน้า เพราะเราแข่งขันเรื่องคุณภาพอาหาร ทำให้เรามีทุนสะสมมากพอที่จะเปิดสาขาใหม่ได้ทุกปี

“จริงๆ แล้วเราเปิดมาแล้วรวมๆ ประมาณ 20 สาขา แต่เปิดๆ ปิดๆ ปัจจุบันเหลือ 6 สาขา ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ต้องปิดสาขาคือเรื่องโลเกชั่น และความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เรื่องเหล่านี้กระทบเราโดยตรง อย่างสาขาเซ็นทรัลเวิร์ล ที่ต้องปิดไปเพราะหมดสัญญาณ ไม่ได้ปิดเพราะขายไม่ดี เราเองก็อยากกลับไปเปิดที่เซ็นทรัลเวิร์ล แต่ดันเป็นช่วงที่มีคู่แข่งเรียงหน้ากันเข้ามาเยอะมาก และต้องยอมรับว่าค่าเช่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก แต่สำหรับเราแล้ว เราพร้อมลุยทุกอย่าง แต่เซ็นทรัลเวิร์ลเขามีคนรอจะเข้ามาเช่าเยอะอยู่แล้ว เราจึงต้องไปรอต่อคิวใหม่ เพราะเป็นที่ๆ เราอยากได้ และเป็นที่แรกของเราที่เปิดด้วย” นายอภิเศรษฐกล่าว

นายอภิเศรษฐกล่าวว่า ในด้านการขยายธุรกิจ บริษัทเตรียมดำเนินกลยุทธ์การเติบโตเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกคือการรีเฟรชแบรนด์ผ่านการปรับดีไซน์ร้านและพัฒนาเมนูใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทันสมัยและตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ ซึ่ง สาขาเดอะ พรอมานาด จะเป็นต้นแบบของร้านรูปแบบใหม่ เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่มีกลุ่มครอบครัวเป็นฐานลูกค้าหลัก ก่อนขยายแนวคิดดังกล่าวไปยังสาขาอื่นทั่วประเทศ

ระยะที่สอง บริษัทมีแผนพัฒนารูปแบบร้านให้มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขยายสาขา รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความรวดเร็ว พร้อมเปลี่ยนแนวทางจากการรอลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้านขนาดใหญ่ ไปสู่การขยายร้านให้เข้าถึงผู้บริโภคในทำเลศักยภาพมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่

 

นอกจากกลุ่มครอบครัวซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักแล้ว Saboten ยังมุ่งขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) ซึ่งเป็นผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหาร ความคุ้มค่า และความสะดวกในการใช้บริการ โดยบริษัทเชื่อว่าการสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการใช้ชีวิตการทำงาน จะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

สำหรับเมนูแนะนำของ Saboten ได้แก่ ชุดทงคัตสึสันนอก (Loin Katsu Set), ชุดทงคัตสึสันใน (Tenderloin Katsu Set), ชุดพิเศษซาโบเตน (Saboten Special Set) และชุดคัตสึนิ (Katsuni Set) โดยลูกค้าที่เลือกใช้บริการในรูปแบบชุดเซ็ต จะได้รับบริการเติมข้าว ซุป กะหล่ำปลีฝอย และชาเขียวไม่อั้น พร้อมเสิร์ฟไอศกรีมปิดท้ายมื้ออาหารโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นายอภิเศรษฐ กล่าวว่า แม้การแข่งขันในตลาดทงคัตสึของประเทศไทยปัจจุบันจะมีผู้เล่นมากกว่า 20 แบรนด์ ต่บริษัทเชื่อมั่นว่า ความแข็งแกร่งของ Saboten อยู่ที่มาตรฐานต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น คุณภาพวัตถุดิบ การบริการ และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานกว่า 60 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และผลักดันให้ Saboten เป็นแบรนด์ร้านทงคัตสึอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคชาวไทยนึกถึงต่อไป

นอกจากนี้ นายอภิเศรษฐกล่าวว่า แม้จะรีแบรนใหม่ แต่ราคาโดยรวมยังคงเดิม มีเฉพาะบางเมนูเท่านั้นที่ปรับขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณที่เยอะขึ้น เรายังคงนโยบาเดียวกับฟาร์มเฮ้า คือ เพิ่มคุณภาพ แต่ยังคงราคา