8 มาตรการปกป้องอีวีไทย
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จนกังวลว่าจะเกิด 3 ผลกระทบ คือ
1.การสูญเสียฐานการผลิต เพราะค่ายรถยนต์เริ่มปรับกลยุทธ์นำเข้ารถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนการผลิตในไทย
2.วิกฤตผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ผู้ประกอบการไทยกำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน
3.หน้าผาอุตสาหกรรมในปี 2570 เมื่อมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570 จะไม่มีภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% แทนการผลิตในประเทศ
ล่าสุด สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เดินหน้ารวมตัว 10 สมาคมยานยนต์ขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการที่ปกป้องผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจเลือกระหว่างการเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือการคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่มั่นคงของโลก พร้อมเรียกร้องขอเข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงรายละเอียดและหารือทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด
โดย 10 สมาคม เสนอมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ประกอบด้วย
1.ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต
2.การปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content)
3.การส่งเสริมการใช้ “ชิ้นส่วนร่วม” (Common Parts)
4.ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย
5.แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ: เจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควต้าและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า
6.การยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin): ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ “สวมสิทธิสินค้า” และรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย
7.การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
8.การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS
ข้อเสนอนี้ไม่มีเจตนาปิดกั้นรถรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า แต่ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างบริษัทที่ลงทุนจริง ผลิตจริง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานในไทย
น่าติดตามว่ารัฐบาลตอบรับและเร่งปกป้องอุตฯอีวีไทยอย่างไร?



