
Global Megatrends : เมกะเทรนด์กำหนดอนาคตเศรษฐกิจและธุรกิจบนโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
หากมีใครถามว่า “โลกในวันนี้ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างไร?” คำตอบที่ได้คงหลากหลาย เพราะโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป สังคมที่พฤติกรรมและค่านิยมของคนเปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมเมือง ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มาพร้อมกับโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างพร้อมกันทั้ง 3 ด้านนี้เป็นเครื่องกำหนดภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจและธุรกิจให้เปลี่ยนไปจากในอดีต ดังนี้
•มิติที่หนึ่ง: ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) เมื่อโลกแบ่งขั้วมากขึ้น
โลกในอดีตเติบโตภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เชี่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกันอย่างไร้พรมแดน แต่ปัจจุบันระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนไป เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งสงคราม การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ธุรกิจเริ่มมองหาห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย ทั้งในด้านความมั่นคง โดยต้องพิจารณาความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศควบคู่กันไปด้วย ไม่ได้ยึดเพียงประสิทธิภาพในการผลิต หรือมองหาต้นทุนที่ต่ำที่สุดเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว
เราจึงเห็นหลายธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนและการค้า ผ่านแนวคิดการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศพันธมิตร (Friend-shoring) ตลอดจนเน้นกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (Near-shoring) มากขึ้น ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าการวางกลยุทธ์แบบเดียวใช้ได้ทั่วโลก (Global Strategy) อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจจำนวนมากจึงต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคมากขึ้น (Regional Strategy) ดังนั้น ในระยะข้างหน้า ความสามารถในการปรับตัวต่อประเด็นเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีหรือเงินทุน
•มิติที่สอง: การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและวิธีคิดของผู้คน (New Societal Mindset)
โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยขณะที่เด็กเกิดใหม่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด สะท้อนได้จากสัดส่วนประชากรไทยในปัจจุบันที่มีอายุมากกว่า 60 ปี สูงถึงราว 22% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียงราว 4 แสนคนต่อปี หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนเด็กเกิดใหม่ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ส่งผลให้แนวคิดเรื่องความสมดุลของชีวิต ความมั่นคง และสุขภาวะที่ดี (Wellbeing) กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจใช้จ่าย ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจึงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อาหารสุขภาพ เครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อดูแลตัวเอง ไปจนถึงเทคโนโลยีติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์
อีกทั้งผู้บริโภคยุคใหม่ยังทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่พร้อมตรวจสอบและตั้งคำถามต่อภาคธุรกิจ ทำให้องค์กรต้องเผชิญความคาดหวังที่สูงขึ้นทั้งในด้านความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ในฐานะนายจ้าง ธุรกิจต่างๆ ยังต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะที่มีกับความต้องการของตลาด (Skills mismatch) อีกด้วย
นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนลดลงตามอัตราการเกิดเริ่มมีบทบาทและ “เสียง” ในสังคมมากขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงระบบการศึกษาที่เปิดกว้างและการดูแลที่ทั่วถึงจากผู้ปกครอง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีความมั่นใจ รักในความเป็นตัวตนสูง (Individualism) และกล้าที่จะแสดงออกในสิ่งที่คิดอย่างตรงไปตรงมา ค่านิยมที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลต่อวิธีคิดในการทำงานที่เปลี่ยนไป ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่ผลตอบแทนหรือตำแหน่งหน้าที่อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังมองหาคุณค่าจากการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life balance) ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญที่องค์กรต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความคาดหวังใหม่ๆ นี้
•มิติที่สาม: เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับโอกาส (New Enablers and Risks)
การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และระบบอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในโลกธุรกิจ ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดแรงงานไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็สร้างความเสี่ยงใหม่เช่นกัน ทั้งความเสี่ยงด้านคุณภาพข้อมูลและการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปโดยขาดการตรวจสอบที่เหมาะสม ทำให้ความท้าทายในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้อง รอบคอบ และเกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical risk) จากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่าน (Transition risk) จากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความท้าทายเหล่านี้ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในตลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่ลงทุนด้านความยั่งยืนและการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม
ผลจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมกำลังสร้างความแตกต่างระหว่างองค์กรที่ปรับตัวได้กับองค์กรที่ปรับตัวไม่ทันอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยจะส่งผลให้ผลิตภาพ (Productivity) ในองค์กรแต่ละแบบเติบโตไม่เท่ากัน ดังนั้น คนที่จะได้เปรียบในการแข่งขันคือผู้ที่สามารถเปลี่ยน “ความเสี่ยง” ให้เป็น “โอกาส” ได้โดยบริหารความเสี่ยงและสร้างนวัตกรรมไปพร้อมกัน
•ความสามารถในการ ‘ล้มแล้วลุกเร็ว’ คือทางรอด
ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากระเบียบโลกที่สร้างข้อจำกัดใหม่ สภาพสังคมที่กำหนดความต้องการรูปแบบใหม่ ตลอดจนเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เป็นเครื่องกำหนดผลลัพธ์ใหม่ องค์กรที่อยู่รอดคือองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดี (Resilience) ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญอันจะช่วยให้องค์กรเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

